Page 248 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 248

งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙














                    นอกจากนี้ ลูกปัดแก้วแก้วในกลุ่มอลูมินา (m-Na-Al) ที่ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นใน  เส้นทางสายไหมทางทะเลก็มาเป็นเส้นทางหลักในการค้าขายผลิตภัณฑ์จากแก้ว
                  อินเดียและศรีลังกานั้นสามารถแยกเป็นกลุ่มย่อยได้โดยการวิเคราะห์ธาตุองค์  ด้วยเส้นทางนี้ ท�าให้สามารถขนส่งผลิตภัณฑ์แก้วขนาดใหญ่ เช่น แจกันได้ ทั้งนี้

                  ประกอบรอง ซึ่งการแบ่งกลุ่มย่อยของแก้วอลูมิน่านี้สามารถเจาะจงแหล่งผลิตได้  แก้วตะกั่วก็ได้แพร่กระจายเข้าสู่เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
                  ชัดเจนมากขึ้นโดยพบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แก้วอลูมิน่าในกลุ่มย่อยที่ ๓ เป็น  อินเดีย โดยใช้เส้นทางทางทะเล (Fuxi, 2009: 103-105)
                  แก้วกลุ่มย่อยที่พบมากในแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร อายุราวพุทธ    ทั้งนี้ ชุมชนโนราณที่พบทั้งจากการส�ารวจและขุดค้นทางโยราณคดีหลายแห่ง
                  ศตวรรษที่ ๓ - ๔ ซึ่งแก้วกลุ่มนี้ ไม่ปรากฏในอินเดียใต้และศรีลังกา แต่พบในไทย   ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณที่รบลุ่มแม่น�้าสายส�าคัญ ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจาก

                  กัมพูชา และเวียดนามใต้ จึงเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า มีการผลิตลูกปัดแก้วขึ้นใน  การตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบลุ่มแม่น�้าเหมาะสมต่อการท�าเกษตรกรรม เอื้อประโยชน์
                  ภูมิภาคแถบนี้ด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น                                     ต่อการติดต่อกับชุมชนอื่น ๆ อย่างสะดวก และยังสามารถเชื่อมต่อออกไปยังทะเล
                    การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยัน  ได้อีกด้วย ซึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ แนวชายฝั่งทะเลเดิมมีลักษณะเป็น
                  แหล่งที่มาของลูกปัดแก้วที่พบจากแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถ  ชวากทะเลเว้าลึกเข้ามาในแผ่นดินจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ และต�าแหน่งของเมือง

                  เข้าใจเรื่องการเกิดสีของลูกปัดแก้วได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น   สีฟ้าอ่อน เกิดจาก  โบราณในบริเวณนี้อาจจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนโบราณและ
                  ออกไซด์ของทองแดง ในปริมาณ ๒ - ๓ wt% สีน�้าเงินเข้ม เกิดจากออกไซด์ของ    วิวัฒนาการของชายฝั่งที่เคลื่อนที่ลงมาทางใต้เรื่อย ๆ ชุมชนหรือเมืองโบราณเหล่า
                  โคบอลต์ ในปริมาณ ๐.๒ wt% สีแดง เกิดจากอนุภาคของเหล็กออกไซด์ สีเหลือง    นี้มีการขุดคูน�้า-คันดินลักษณะแตกต่างกันออกไปตามสภาพพื้นที่และความอุดม
                  เกิดจากตะกั่วหรือดีบุก สีม่วง เกิดจากแมงกานีส สีเขียวเข้ม เกิดจากนิกเกิล   สมบูรณ์ของทรัพยากรน�้าในพื้นที่นั้น ๆ  ในบางกรณีหากเมืองอยู่ห่างจากชายฝั่ง

                  เป็นต้น                                                                 ชุมชนโบราณ ก็ต้องมีการจัดการระบบเครือข่ายการเดินทาง ให้สามารถติดต่อกับ
                    จากข้อมูลลูกปัดแก้วที่วิเคราะห์โดยประยุกต์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มา  ชุมชนภายนอกและติดต่อกับทางออกทะเลได้ (ผ่องศรี วนาสิน และ ทิวา ศุภจรรยา,
                  ศึกษา สามารถระบุได้ว่าลูกปัดแก้วเหล่านี้มีเส้นทางส�าคัญที่ใช้ในการเชื่อมโยงกัน  ๒๕๒๔)
                  ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยีต่างๆ ระหว่างภูมิภาค      จากข้อมูลเหล่านี้ สามารถกล่าวได้ว่าแหล่งโบราณคดีทั้งในยุคก่อน

                  เอเชียและภูมิภาคตะวันตกซึ่งรู้จักกันในชื่อของ เส้นทางสายไหม (Silk Road)   ประวัติศาสตร์ตอนปลาย และ สมัยทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย มีการ
                  นั่นเอง                                                                 ติดต่อกับชุมชนต่าง ๆ จากหลายภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ซึ่งลูกปัด
                    โดยพื้นที่ที่จัดเป็นกึ่งกลางของเส้นทางสายไหมทางทะเล ได้แก่พื้นที่แถบ  แก้วจัดเป็นหนึ่งในสินค้าที่สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายระหว่างภูมิภาค โดย
                  ประเทศอินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน บังคลาเทศ เป็นพื้นที่ของการบรรจบกัน     ผ่านเส้นทางสายไหม ทั้งยังพบหลักฐานทางโบราณคดีประเภทต่าง ๆ นอกเหนือ

                  ระหว่างตะวันออกและตะวันตก เป็นพื้นที่ส�าคัญในการศึกษาผลิตภัณฑ์จาก       ไปจากลูกปัดแก้ว ที่สามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์ของแหล่งโบราณคดีสมัยทวาร
                  แก้ว โดยแก้วยุคแรกสุดในอินเดียที่พบจากการขุดค้น ก�าหนดอายุได้ราวต้นพุทธ  วดีในภาคกลางของประเทศไทยกับชุมชนในภูมิภาคอื่น อาทิ ประติมากรรมทาง
                  ศตวรรษที่ ๑ จัดเป็นกลุ่มแก้วที่มีอลูมินาสูง มีส่วนประกอบเหมือนกับแก้วที่พบจาก  พระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะเหมือนชาวอินเดีย ภาพปูน
                  ลุ่มแม่น�้าไทกริส-ยูเฟรติส ต่อมาในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๔ - ๘ ส่วนประกอบ  ปั้นชาวต่างชาติจากเมืองอู่ทองและเมืองคูบัว ภาชนะดินเผาที่ได้รับอิทธิพลจาก

                  ของแก้วมีความใกล้เคียงกับแก้วจากอียิปต์และโรมันโบราณ นั่นคือเป็นแก้วโซดา  อินเดีย เช่น กุณฑี ภาชนะดินเผาเคลือบสีฟ้าแกมเขียวแบบอาหรับเปอร์เซีย เครื่อง
                  ไลม์ (soda lime silicate glass) โดยอินเดียน�าแก้วประเภทนี้เข้ามาในช่วงที่มีการ  ถ้วยจีน พระพิมพ์ดินเผาที่มีจารึกอักษรภาษาจีนเป็นชื่อพระภิกษุ จากเมืองศรีเทพ
                  ติดต่อกันกับอาณาจักรโรมัน ช่วงระยะเวลานี้พบแก้วกลุ่มต่าง ๆ ในอินเดียเพิ่ม  จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น
                  มากขึ้น เช่น แก้วโปแตสเซียม ซึ่งเป็นการรับมาจากทางเอเชียตะวันตก พบหลัก    การศึกษาลูกปัดแก้วในปัจจุบันมีการน�าเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เข้ามา

                  ฐานจากการขุดค้นในเมือง หัสตินาปุระ (Hastinapur) อริกะเมฑุ (Arikamedu)   ประยุกต์ใช้มากขึ้น ดังเช่นในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรม
                  และ   อุทัยคีรี (Udaygiri) ซึ่งมีอายุราว พุทธศตวรรษที่ ๔ – ๕ ซึ่งแก้วประเภทนี้มี  หาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ ในพิธีพระราชทานปริญญา
                  คุณภาพต�่ากว่าแก้วที่พบในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๕ เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีแหล่ง  บัตรและอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงการอาศัยหลักวิชา
                  ผลิตแก้วในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ มันไต (Mantai) ในศรีลังกา    เป็นศูนย์กลางการ  วิทยาศาสตร์และเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัยเพื่อพิสูจน์ความจริงต่าง ๆ ใน

                  ผลิตแก้ว ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด อ�าเภอคลองท่อม    งานโบราณคดีให้แน่ชัดขึ้นนั้นช่วยเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ให้กับการศึกษาโบราณวัตถุ
                  เป็นแหล่งผลิตแก้วในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๗ - ๑๑ ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตแก้วใน  ประเภทลูกปัดแก้ว ช่วยยืนยันถึงที่มาที่ชัดเจน ทั้งยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยว
                  พื้นที่ดังกล่าวสันนิษฐานว่ามาจากอินเดีย (Fuxi, 2009: 80-81)             กับลูกปัดแก้วที่มีการผลิตขึ้นในประเทศไทยลูกปัดแก้วจึงเป็นสินค้าที่สะท้อนให้
                    ส�าหรับในประเทศจีนช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (พุทธศตวรรษที่ ๔ - ๖) และ    เห็นการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนภายนอกได้อย่างดี และเมื่อวิเคราะห์ร่วมกันกับ

                  ฮั่นตะวันออก (พุทธศตวรรษที่ ๖ - ๘) เส้นทางสายไหมทางทะเลทราย เป็นเส้น    ข้อมูลของกลุ่มแก้วจากการจัดกลุ่มด้วยองค์ประกอบทางเคมีแล้ว สามารถยืนยัน
                  ทางหลักในการค้าขายแก้ว ผลิตภัณฑ์จากแก้วส่วนใหญ่ ได้แก่ ลูกปัด และเครื่อง  ถึงบทบาทของอารยธรรมในดินแดนต่าง ๆ ที่มีผลต่อพัฒนาการของสังคมและ
                  ประดับต่าง ๆ แก้วตะกั่วแบเรี่ยม และแก้วที่มีตะกั่วสูง ผลิตขึ้นในแถบลุ่มแม่น�้าแยง  วัฒนธรรมในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
                  ซี และ แพร่เข้าสู่ภูมิภาคตะวันตกทางเส้นทางสายนี้ หลังจากราชวงศ์ฮั่นตะวันออก















                                                                                      248 ๒๔๘
   243   244   245   246   247   248   249   250   251   252   253