Page 34 - วิวัฒนาการของมนุษย์
P. 34

บททีK z : พันธุศาสตร์กับวิวัฒนาการของมนุษย์                                        27





                         ผู้ทีKเสนอทฤษฎีหรือโมเดลวิวัฒนาการแบบนี5คือ ไนลส์ เอลเดรดจ์ (Niles
                  Eldredge) และ สตีเฟน กูลด์ (Stephen J. Gould)  โดยนักวิชาการทั5งสองมองว่าแบบ

                  แผนวิวัฒนาการแบบนี5เกิดขึ5นในกลุ่มประชากรทีKมีขนาดเล็กและอยู่โดดเดีKยว
                  การเปลีKยนแปลงอาจเริKมจากการผ่าเหล่าซึKงจะถ่ายทอดไปยังรุ่นหลังได้ ประกอบกับการ

                  แต่งงานภายในกลุ่มและการผันแปรของยีนก็จะเป็นอีกแรงทีKนําไปสู่การเปลีKยนแปลงทาง

                  พันธุกรรมอย่างรวดเร็ว และท้ายทีKสุดก็ส่งผลให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ซึKงสามารถดํารงเผ่าพันธุ์
                  ได้ดีแล้วและสามารถรักษาความสมดุลทางพันธุกรรมไว้ได้ หรือมีการเปลีKยนแปลง

                  ลักษณะทางพันธุกรรมน้อยมาก
                         จากหลักฐานซากบรรพชีวินทีKค้นพบในปัจจุบันค่อนข้างจะสนับสนุนทฤษฎีทั5งสอง

                  แบบ และยังไม่เป็นทีKสรุปได้ลงตัวในขณะนี5  นักมานุษยวิทยากายภาพยังถกเถียงและรอ
                  การค้นพบซากบรรพชีวินกันต่อไป




                  ความเข้าใจผิดเกี$ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการ
                         มีความเข้าใจผิดหลายประการเกีKยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการ โดยเฉพาะคํากล่าวทีKว่า

                  “ความอยู่รอดของผู้ทีKแข็งแรงทีKสุด” (survival of the fittest) ความเข้าใจผิดเกีKยวกับทฤษฎี

                  วิวัฒนาการอาจแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่
                         1. ความเข้าใจผิดเกีKยวกับธรรมชาติของการเลือกสรร (nature of selection)  โปรด

                  สังเกตด้วยว่าหัวข้อนี5เป็นคนละประเด็นกับการเลือกสรรโดยธรรมชาติ แม้ว่าอาจจะมี
                  ความสัมพันธ์กัน

                         2. ความเข้าใจผิดเกีKยวกับโครงสร้าง หน้าทีK และวิวัฒนาการ (structure, function
                  and evolution)



                         ความเข้าใจผิดเกีFยวกับธรรมชาติของการเลือกสรร
                         คนส่วนมากมีความเข้าใจพื5นฐานเกีKยวกับการเลือกสรรโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

                  แต่มักจะตีความผิดเมืKออธิบายเกีKยวกับธรรมชาติ และกระบวนการในการเลือกสรร
                         ความเข้าใจผิดประการแรก มักเชืKอว่าสิKงทีKใหญ่กว่าย่อมดีกว่า (bigger is better)

                  ความเข้าใจผิดนี5พบทัKวไปและมักเข้าใจว่าการเลือกสรรโดยธรรมชาติจะนําไปสู่โครงสร้าง
                  ทีKใหญ่กว่าเสมอ  หรืออะไรทีKใหญ่กว่าย่อมดีกว่า เช่น สมองใหญ่กว่าก็จะฉลาดกว่า หรือ

                  ร่างกายใหญ่กว่าจะได้เปรียบหรือดีกว่า  แต่ผลการศึกษาของนักวิชาการหลายท่านไม่

                  สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวเสมอไป  ตัวอย่างเช่น แม้ข้อความเสนอทีKว่าในการดํารงชีพหรือ
                  หาอาหาร คนทีKร่างกายใหญ่กว่าย่อมจะแข่งขันเอาชนะคนทีKร่างกายเล็กกว่าได้  แต่ก็ไม่
   29   30   31   32   33   34   35   36   37   38   39