Page 457 - ตำราโบราณคดีอินเดีย
P. 457

โบราณคดีอินเดีย   | 449








                                  4. ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 (พุทธศตวรรษที่ 18)  เป็นต้นมา ส่วนสําคัญสุดของเทว-
                       สถานทมิ  (ดราวิเดียน) ไม่ใช่ “วิมาน” (ที่อยู่ตรงกลางและมีขนาดเล็ก) อีกต่อไป ส่วนสําคัญที่สุด

                       กลายเป็นประตูชั้นนอกที่เรียกว่าโคปุระ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เทวสถานแบบทมิ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือ
                       เทวสถานที่มาทุระ (Madura)  ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 17

                       (พุทธศตวรรษที่ 22)


                                                             146
                        ร   ั นาการของ นวคิดในการ ร้างโค  ระ
                                  โคปุระ ได้ชื่อนี้มาจาก ประตูสําหรับให้วัวผ่านในหมู่บ้านสมัยพระเวท แนวคิดนี้สัมพันธ์กับ

                       แนวคิดไศวะ สิทธานตะ (Saiva  Siddhanta)  ที่กล่าวว่า ปติ (ผู้เป็นใหญ่) ประทับอยู่ในวัด ซึ่งเป็น

                       สัญลักษณ์แห่งสวรรค์และปศุ –วัว หรือจิตวิญญาณ กลับเข้าสู่พระองค์โดยผ่านทางโคปุระ ซึ่งหมายถึง
                       การปลดปล่อย ดังนั้นทุกสิ่งที่ผ่านเข้าสู่วัดจึงมีความหมายถึงการปลดปล่อย

                                  ในด้านความนึกคิดโบราณเชื่อว่าทิศตะวันออก-ตะวันตก เป็นทิศศักดิ์สิทธิ์ รูปเคารพจะถูก

                       จัดวางให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ดังนั้นเมื่อมีกําแพงล้อมรอบ จึงควรเข้าทางประตูที่อยู่ด้าน
                       ทิศตะวันออก
                                  ในทมิ นาดู ไม่ปราก ร่องรอยของโคปุระก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 7 หรือ 8  (พุทธศตวรรษที่


                       12 หรือ 13) โคปุระแรกสุดที่รู้จักกันในสถาปัตยกรรมดราวิเดียนคือที่วิหารริม ั งทะเล (Shore Temple)
                       ที่มามัลลปุรัม และที่ไกลาสนาถ ที่กาญจีปุรัม ทั้งสองเทวาลัยสร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้านรสิงหะที่ 2
                                                             147
                       แห่งปัลลวะ (ค.ศ. 691-728/  พ.ศ. 1534-1271)   ราชวงศ์โจ ะ เป็นผู้นําในการสร้างวิมานสูง ในช่วง
                       เวลาเดียวกับการสร้างโคปุระด้วยศิลา แม้จะมีความสูงไม่มากนัก โคปุระ 2  แห่งที่เทวาลัยพฤหเทศวร

                       ที่ตันชอวร์ สร้างโดยพระเจ้าราชาราชที่ 1  แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของโคปุระ ที่ไม่เพียงแต่ในส่วนของ

                       ขนาด แต่ยังรวมถึงการเป็นศาสนสถานแรกที่มีโคปุระ 2  โคปุระตั้งอยู่บนแกนเดียวกันที่ด้านหน้าของ
                       เทวาลัยประธาน ขนาดของโคปุระที่เพิ่มขึ้นทําให้เกิดการ จัดวางองค์ประกอบของโคปุระ เช่น เสาติดผนัง

                       ซึ่งอยู่ที่ทางเข้าของโถงหน้า (vestibule)   และเครื่องบนที่ซ้อนกันขึ้นไป ผู้สร้างได้ย้ายลักษณะทาง
                       สถาปัตยกรรมของวิมานมาสู่โคปุระแต่อยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

                                  กษัตริย์โจ ะรุ่นหลัง ยังคงสร้างโคปุระที่มีลักษณะหนาหนัก (massive)  โดยมีศาลา (sala)

                       อยู่ด้านบน ส่วนของฐาน (upapitha)  และชั้นตรงกลาง (adhishthana)  สร้างด้วยหิน แต่ส่วนของเครื่อง
                       บนก่อด้วยอิฐและปูนฉาบในแบบ corbel  โดยมีเสาไม้รองรับด้านใน ตัวอย่างของโคปุระสมัยโจ ะตอน

                       ปลายได้แก่โคปุระที่ติรูวรรณามาลัย (Tiruvannamalai),  จิทัมพรัม (Chidambaram)  และทรุสุรัม

                       (Darusuram) เป็นต้น สร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 (พุทธศตวรรษที่16-18)


                        146
                          Venkataraman, R.Dr., “The Sculptures on the Gopuras of Madurai Minakshi-Sundaresvara Temple Complex – A
                       Survey”  in Heritage of the Tamils Temple Arts (Madras: Blaze Printers & Co.,1985), p.375.
                        147
                          Venkataraman : p.376.
   452   453   454   455   456   457   458   459   460   461   462