Page 44 - วิวัฒนาการของมนุษย์
P. 44
บทที- Ç : สัตว์ไพรเมต 37
เพื-อศึกษาเปรียบเทียบกับมนุษย์ คําถามที-ตามมาก็คือ ทําไมต้องศึกษา? คําตอบในเบื=องต้น
ในเชิงทฤษฎีก็คือสัตว์ไพรเมตอาจจะเป็นส่วนที-ขาดหายไปในการศึกษาวิวัฒนา การของ
มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ-ง เป็นที-รู้กันดีว่าในการศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์นั=น แม้ว่าซาก
บรรพชีวิตจะสามารถใช้เป็นหลักฐานสําคัญที-ช่วยชี=ให้เห็นพัฒนาการของมนุษย์ได้ดี แต่ซาก
บรรพชีวินก็ไม่ใช่แหล่งข้อมูลที-ดีนักในการที-จะอธิบายขั=นตอนหรือกระบวนการวิวัฒนาการ
ว่าเป็นมาอย่างไร ดังนั=น นักโบราณมานุษยวิทยาจึงต้องมองหาคําตอบจากที-อื-น หรือจาก
หลักฐานและแหล่งข้อมูลอื-นๆ นอกเหนือจากซากบรรพชีวิน หนึ-งในนั=นก็คือสัตว์ไพรเมตที-ยัง
พบเห็นในปัจจุบัน นอกจากนี=ปัญหาของซากบรรพชีวินก็มีหลายประการ เช่น
t. มักอยู่ในสภาพแตกหัก ไม่สมบูรณ์ ซึ-งอาจเกิดจากกระบวนการต่างๆ เช่น
กระบวนการต่างๆที-กระทําต่อการคงสภาพของสิ-งมีชีวิตหลังจากที-เสียชีวิตไปแล้ว (Taphonomy)
ซากบรรพชีวินส่วนที-เหลือก็มักเป็นฟันมากกว่าส่วนอื-น เพราะฟันมีส่วนที-เป็นอนินทรีย์วัตถุ
มากกว่าอินทรีย์วัตถุ เช่น เคลือบฟัน (enamel) มีสารอนินทรีย์วัตถุมากถึง 96-99% หรือส่วน
ที-เป็นเดนทีน (dentine) ก็ประกอบด้วยอนินทรีย์วัตถุประมาณ 75-80% ดังนั=น จากการที-เรา
มีซากหลักฐานเหลืออยู่น้อย และเหลือเพียงบางชิ=นส่วน เราจึงไม่อาจสร้างคําอธิบาย
ลักษณะต่างของมนุษย์ในอดีตได้ครบถ้วน
2. ซากบรรพชีวินที-พบไม่ค่อยมีความต่อเนื-อง ห่างกันหลายช่วงเวลา และ สถานที-
ทําให้การศึกษาวิวัฒนาการอย่างต่อเนื-องทําได้ลําบาก
Ç. ปัญหาการล่าฟอสซิล (fossil hunting) ซึ-งพบในแอฟริกาค่อนข้างสูง ทําให้ข้อมูล
สูญหายและถูกทําลาย รวมทั=งวิธีการเก็บข้อมูลของนักวิชาการด้านอื-นๆ ยังน่าสงสัย เช่น
การขุดค้นของนักโบราณชีววิทยา ซึ-งต่างจากการขุดค้นของนักโบราณคดี
4. ปัญหาการเมือง ห้ามเข้าประเทศ และปัญหาการลักลอบขุดทําลายแหล่ง
โบราณคดี เป็นต้น
ฉะนั=น นักโบราณมานุษยวิทยาจึงกลับมาหาญาติที-ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที-สุด
จากการศึกษาทางเคมีชีววิทยาพบว่ามนุษย์มีความใกล้ชิดทางพันธุศาสตร์กับลิงไม่มีหาง
มากกว่าไพรเมตอื-นๆ นอกจากนี=ยังมีพฤติกรรมบางอย่างคล้ายกับมนุษย์ เช่น การทํา
เครื-องมือ การสื-อภาษา การกินอาหาร และโครงสร้างทางสังคมต่างๆ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
จากการศึกษาการใช้ความรุนแรง พบว่ามีเพียงมนุษย์กับลิงไม่มีหางเท่านั=นที-นิยมใช้ความ
รุนแรงภายในสายพันธุ์ของตัวเอง (น่าสังเกตว่าสัตว์อื-นๆ ไม่มีการฆ่าสมาชิกในสายพันธุ์
เดียวกัน มีเพียงการไล่กัด หรือขมขู่เท่านั=น ไม่ได้ตั=งใจทําให้เสียชีวิต) หรือความรุนแรง
ภายในครอบครัว เช่น การฆ่าทารก ข่มขืน การยกพวกตีกัน การตบตีเพศหญิง/เมีย เป็นต้น
(Wrangham and Peterson 1996) ดังนั=นไพรเมตปัจจุบันจึงมีค่าแก่การศึกษา เพราะเรา
สามารถบันทึกข้อมูลกระบวนการต่างๆ ได้ดีกว่าการศึกษาจากซากบรรพชีวิน อย่างไรก็ตาม

