Page 181 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 181
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
การใช้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาทางด้านโบราณคดี
วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์อีกสาขาหนึ่งที่โบราณคดีประยุกต์ใช้ในการท�างาน และมีความส�าคัญเพิ่มขึ้นตามล�าดับ นับ
ตั้งแต่ช่วงประมาณพ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา โดยการประยุกต์ใช้นี้เริ่มต้นในวงการโบราณคดีตะวันตกก่อน (e.g. Trigger
1996, 386-444; Jones 2002) โดยโบราณคดีปรับใช้วิทยาศาสตร์ในการท�างานในสองแนวทางใหญ่ คือ
การใช้แนวคิด และระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัยประเด็นทางด้านโบราณคดี โดยอาศัยการตั้งข้อ
สมมติฐาน และท�าการตรวจสอบข้อสมมติฐานดังกล่าวอย่างเป็นระบบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การส�ารวจ การขุดค้นทาง
โบราณคดี การวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี การสังเคราะห์ และแปลความข้อมูลทางโบราณคดี โดยกระบวนการ
ทั้งหมดนี้ต้องสามารถสอบทานได้ หรือ “การศึกษาโบราณคดีอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific archaeology)”
การใช้วิธีการศึกษา และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในขั้นตอนการท�างานทางโบราณคดีเพื่อค้นหา รวบรวม วิเคราะห์
แปลความ และอนุรักษ์หลักฐานทางโบราณคดีประเภทต่างๆ หรือที่รู้จักในชื่อของ “วิทยาศาสตร์ในงานโบราณคดี หรือการ
ใช้วิทยาศาสตร์ในงานโบราณคดี (archaeological science หรือ archaeometry)” (Martinón-Torres and Killick 2015)
ปัจจุบันทั้งสองแนวทางข้างต้นถูกผสานเข้าในการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีเสมอ โดยในบทความนี้จะเน้นกล่าวถึงการ
ใช้วิทยาศาสตร์ในงานโบราณคดีตามแนวทางที่สอง ซึ่งช่วยให้นักโบราณคดีเข้าใจหลักฐานทางโบราณคดี และอธิบาย
ประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับมนุษย์ในอดีตได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องใช้หลักการ หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาตอบ
เช่น ค่าอายุสัมบูรณ์ (absolute date) สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เป็นต้น และยังรวมถึงการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ในการอนุรักษ์หลักฐานทางโบราณคดีด้วย
ภาพรวมของการใช้วิทยาศาสตร์ในงานโบราณคดีไทย
การใช้วิธีการ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการท�างานทางด้านโบราณคดี หรือด้านศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทย
กล่าวได้ว่าเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันกับในวงการโบราณคดีตะวันตก ซึ่งในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระองค์แรกๆ ที่ทรงเล็งเห็นถึงความส�าคัญของการใช้วิทยาศาสตร์
ในการศึกษาวิจัยทางด้านโบราณคดี ดังเห็นได้จากพระราชด�าริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตร เช่น พระราชกระแสรับสั่งที่มีต่อการอนุรักษ์พระแสงที่ได้จากวัดราชบูรณะ เมื่อเดือนพฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยพระองค์ท่านทรงแนะน�าให้ลองใช้น�้ายากัดสนิมเพื่อให้สามารถถอดดาบออกจากฝักได้ (ภาพที่ ๑) หรือ
พระราชด�ารัสของพระองค์ท่านในระหว่างเสด็จพระราชด�าเนินทอดพระเนตรแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงในพ.ศ. ๒๕๑๗
โดยพระองค์ทรงรับสั่งถามเกี่ยวกับอายุสมัย คน และสัตว์โบราณ (หอย และสุนัข) และการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อใช้ใน
การตอบค�าถามเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องอายุสมัย (สมลักษณ์ เจริญพจน์ ๒๕๔๑) และยังสะท้อนผ่านพระบรมราโชวาท
ส�าคัญต่อไปนี้
“...การศึกษาด้านศิลปะวัฒนธรรม เป็นการศึกษาที่ส�าคัญ และควรจะด�าเนินควบคู่กันไป
กับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เพราะความเจริญของบุคคล ตลอดจนถึงความเจริญของประเทศ
และของโลกโดยส่วนรวมด้วยนั้น มีทั้งทางวัตถุและจิตใจ ความเจริญทั้งสองทางนี้จะต้องมีประกอบกัน
เกื้อกูลและส่งเสริมกันพร้อมมูล จึงจะเกิดความเจริญที่แท้จริงได้ ประเทศทั้งหลายจึงต่างพยายาม
ส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะวัฒนธรรมนี้ พร้อมกันไปกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์...”
พระบรมราโชวาทในงานพระราชทานปริญญาบัตร และอนุปริญญาบัตร
มหาวิทยาลัยศิลปากร ท้องพระโรงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐
181 ๑๘๑

