Page 183 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 183
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
และการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่ายประกอบกัน ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเล็งเห็นถึงความส�าคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้เข้าใจมนุษย์ในอดีตได้ดียิ่งขึ้น และช่วย
อนุรักษ์หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ให้สืบทอดไปสู่ชนรุ่นต่อไป โดยพระราชด�าริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อการใช้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี ส่งผลไม่มากก็น้อยให้เกิดการปรับ
ใช้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาทางด้านโบราณคดีในประเทศไทย
การบูรณาการแนวคิด และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีเริ่มต้นพร้อมกับการท�างานทางด้าน
โบราณคดีอย่างเป็นระบบในประเทศไทย หรือประมาณปีพ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้นมา มีตัวอย่างงานวิจัยส�าคัญ เช่น การก�าหนดอายุ
ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ (Sørensen and Hatting 1968) และการศึกษาทางด้านมานุษยวิทยากายภาพของโครงกระดูกมนุษย์
โบราณที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี (Sangvichien 1966; Sangvichien et al. 1969) การใช้วิธีทางพฤกษศาสตร์
ในศึกษาเรื่องวัฒนธรรมโหบินเนียน การปรับตัวของมนุษย์ และเกษตรกรรมแรกเริ่มที่แหล่งโบราณคดีถ�้าผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน
(Gorman 1970) และการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์หลายสาขา เช่น การก�าหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ มานุษยวิทยา
กายภาพ พฤกษศาสตร์ สัตวศาสตร์ และวัสดุศาสตร์ เป็นต้น ในการวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีโนน
นกทา จังหวัดขอนแก่น (Bayard and Solheim 2009) และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี โดยวัตถุประสงค์ส�าคัญ
ของการใช้วิทยาศาสตร์ในตัวอย่างโครงการวิจัยข้างต้น คือ เพื่อให้นักโบราณคดีสามารถดึงข้อมูลส�าคัญเกี่ยวกับมนุษย์ในอดีต
จากหลักฐานทางโบราณคดีให้มากขึ้น และช่วยอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม และวัฒนธรรมได้ดียิ่งขึ้น
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในงานวิจัยข้างต้นกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานส�าคัญในการศึกษาวิเคราะห์หลักฐานทาง
โบราณคดีของนักโบราณคดีในปัจจุบัน เช่น การใช้วิธีทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ (เรดิโอคาร์บอน (radiocarbon)) หรือเทคนิควัด
การเปล่งแสง (luminescence) ในการก�าหนดอายุหลักฐานทางโบราณคดี และแหล่งโบราณคดี การใช้วิธีทางด้านมานุษยวิทยา
กายภาพเพื่อท�าความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของคนสมัยโบราณ การใช้วิธีทางด้านพฤกษศาสตร์ และสัตวศาสตร์ในการวิเคราะห์
นิเวศวัตถุ เช่น ระอองเรณู และกระดูกสัตว์ เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการด�ารงชีพ และสิ่งแวดล้อมสมัยโบราณ และการใช้วิธีทาง
ด้านวัสดุศาสตร์ในการวิเคราะห์โบราณวัตถุ เช่น ภาชนะดินเผา และโลหะ เพื่ออธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยโบราณ
นอกเหนือจากวิธีการศึกษาที่กล่าวข้างต้นแล้วยังมีแนวทาง หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ ที่นักโบราณคดีใช้ในการ
ท�างานทางด้านโบราณคดี เช่น การใช้หลักการทางด้านธรณีฟิสิกส์ (geophysics) ในการส�ารวจหลักฐานทางโบราณคดีใต้ดิน
หรือการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (geoinformatics) เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ หรือภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อใช้ในการส�ารวจ
แหล่งโบราณคดี หรือท�าความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางโบราณคดี (archaeological landscape) หรือการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์
ในการบันทึกหลักฐานทางโบราณคดีระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดี (3D mapping) หรือการก�าหนดอายุทางวิทยาศาสตร์
ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การก�าหนดอายุจากวงปีไม้ (dendrochronology) การก�าหนดอายุจาก uranium-series การก�าหนดอายุ
จาก potassium-argon หรือการก�าหนดอายุจากสนามแม่เหล็กโบราณ (archaeomagnetism) หรือการใช้หลักการทางด้าน
ธรณีวิทยา เพื่อใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์ในอดีต กับสภาพภูมิศาสตร์ เช่น การศึกษาตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ใน
อดีต การก่อตัวของแหล่งโบราณคดี (site formation processes) (ชวลิต ขาวเขียว ๒๕๔๖) และสภาพภูมิศาสตร์ชายฝั่งสมัย
โบราณ (ผ่องศรี วนาสิน และทิวา ศุภจรรยา ๒๕๒๔; ตรงใจ หุตางกูร ๒๕๕๗) หรือการใช้แนวทางของวิศวกรรมเหมืองแร่
และโลหะวิทยาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการผลิตโลหะสมัยโบราณ (Pigott and Natapintu 1990) หรือการศึกษาทางด้านการแพทย์
เช่น การศึกษาทางด้านพยาธิสภาพ และการวิเคราะห์ mitochondrial DNA เพื่อศึกษาเกี่ยวกับประชากรสมัยโบราณ (ฉัตชัย
ฉิ่นไพศาล ๒๕๔๙; Lertrit et al. 2008) หรือการใช้วิธีการศึกษาวงปีไม้ ในการอธิบายสภาพแวดล้อมสมัยโบราณ (นาฏสุดา
ภูมิจ�านงค์ และคณะ ๒๕๕๐)
นอกจากนี้การศึกษาทางโบราณคดียังประยุกต์ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการศึกษาโบราณ
วัตถุ และนิเวศวัตถุต่างๆ เช่น การใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง (optical microscopes) หรือกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนแบบ
ส่องกราด (scanning electron microscope หรือ SEM) เพื่อให้เห็นรายละเอียดของวัตถุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือการวิเคราะห์
องค์ประกอบทางเคมีของวัตถุ โดยใช้เครื่องมือแบบต่างๆ เช่น scanning electron microscope with energy dispersive
spectrometer (SEM-EDS) และ x-ray fluorescence (XRF) เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยให้นักโบราณคดี
เข้าใจเทคโนโลยีการผลิต และการใช้งานของวัตถุทางวัฒนธรรมในอดีตได้ดียิ่งขึ้น
ในภาพรวม นักโบราณคดีประยุกต์ใช้วิธีการ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการจากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับ
วิทยาศาสตร์ ในการท�างานทางโบราณคดีในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การส�ารวจ และขุดค้นทางโบราณคดี การวิเคราะห์หลักฐานทาง
โบราณคดีประเภทต่างๆ และการสังเคราะห์ข้อมูลทางโบราณคดี เพื่อตอบค�าถามในประเด็นต่างๆ เช่น อายุสมัย คน สิ่งแวดล้อม
(สภาพภูมิศาสตร์ ธรรมชาติ สัตว์ สภาพอากาศ) เทคโนโลยี ซึ่งข้อมูลส่วนนี้สามารถใช้ในการแปลความ หรืออธิบายประเด็นอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนแปลงของคน และสิ่งแวดล้อมโบราณ การตั้งถิ่นฐาน เทคโนโลยี และยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงเรื่อง ได้
ของวิธีคิด กลยุทธ์ และการแก้ปัญหาของมนุษย์ในอดีต ให้สามารถอยู่รอด พัฒนาตนเอง และสนองความต้องการของตนเอง
183 ๑๘๓

