Page 201 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 201

งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙















                                     ส�าหรับการศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณในระยะหลังพบว่ามีการใช้ละอองเรณูวิทยาและการก�าหนดอายุด้วยวิธีทาง
                                   วิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงกับหลักฐานทางโบราณคดีนอกจากการศึกษาด้านธรณีสัณฐานและตะกอนวิทยา โดยให้ความ
                                   สนใจเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานสมัยทวารวดีในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ดังปรากฏในวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิตของ
                                   สิริประภา เทพวิมลเพชรกุล (๒๕๕๕) และตรงใจ หุตางกูร (๒๕๕๗; Hutangura, 2014) โดยสิริประภา เทพวิมลเพชรกุล

                                   ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมโบราณโดยการวิเคราะห์ละอองเรณูและน�าตัวอย่างตะกอนไป
                                   ก�าหนดอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน ซึ่งสรุปผลการศึกษาได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจากสภาพแวดล้อมแบบ
                                   ทะเลตื้นเมื่อประมาณ ๑,๘๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว และเปลี่ยนเป็นที่ราบน�้าขึ้นถึงปกคลุมด้วยป่าชายเลน จนกระทั่งมีการ
                                   เปลี่ยนแปลงเป็นที่ราบน�้าท่วมถึงมีพืชพรรณแบบน�้าจืดขึ้นปกคลุม ซึ่งน�ามาอธิบายการตั้งถิ่นฐานในเขตภาคกลางตอนล่าง

                                   ได้ว่าการถอยร่นของระดับน�้าทะเลและการทับถมของตะกอนแม่น�้าอย่างต่อเนื่องท�าให้เกิดที่ราบลุ่มต�่านั้น ท�าให้ไม่มีการ
                                   ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บริเวณนั้น ส�าหรับการศึกษาของตรงใจ หุตางกูรนั้น ได้ทบทวนขอบเขตของชายฝั่งทะเลสมัยทวารวดีใหม่
                                   โดยใช้การศึกษาพัฒนาการของภูมิศาสตร์พืชพรรณ (การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของภูมิประเทศกับสังคมพืช
                                   ในภูมิประเทศนั้น) ร่วมกับข้อมูลด้านธรณีสัณฐาน ข้อมูลด้านเรณูวิทยาและข้อมูลด้านค่าอายุเรดิโอคาร์บอนตามปีปฏิทิน

                                   และได้เสนอว่าขอบเขตของแนวชายฝั่งทะเลสมัยทวารวดีสัมพันธ์กับการถอยร่นของระดับน�้าทะเลเมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ ปี
                                   มาแล้วตามปีปฏิทิน ดังนั้นขอบเขตของชายฝั่งทะเลสมัยทวารวดีจึงอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของกรุงเทพมหานครและพื้นที่อ�าเภอ
                                   พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ



                                     นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของสิร พลอยมุกดา (Ploymukda, 2016) ที่ได้วิเคราะห์การก่อตัวของแหล่งเรือจมพนมสุรินทร์
                                   จังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งสภาพแวดล้อมโบราณในบริเวณแหล่งเรือจม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบภาคกลางตอนล่าง อันได้
                                   รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระดับน�้าทะเลในยุคโฮโลซีน ซึ่งท�าให้ระบบการตั้งถิ่นฐานในยุคทวารวดีมีการเปลี่ยนแปลง
                                   และเรือพนมสุรินร์ก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อทางทะเลของคนในวัฒนธรรมทวารวดี การศึกษาของสิร

                                   มีจุดประสงค์ที่จะตอบค�าถามเกี่ยวกับการก่อตัวของแหล่งเรือจม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
                                   กับการทิ้งร้างของแหล่งเรือพนมสุรินทร์ โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์คือ X-Ray Fluorescence เพื่อ
                                   หาองค์ประกอบทางเคมีของตะกอน การวิเคราะห์ละอองเรณู และการวิเคราะห์ตะกอน ซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า เรือ
                                   จมลงในช่วงเวลาที่ต�าแหน่งที่พบแหล่งเรือในปัจจุบันมีสภาพแวดล้อมเป็นทะเลตื้น ขณะที่ชายฝั่งทะเลในเวลานั้นอยู่ห่าง

                                   ออกไปทางด้านเหนือประมาณ ๗ - ๘ กิโลเมตร จากนั้นก็มีตะกอนน�้าจืดจากแม่น�้าเข้ามาทับถมตัวเรือ (Ploymukda, 2016)
                                   ถึงแม้ว่าการศึกษาของสิรจะไม่ได้มุ่งเน้นการหาขอบเขตของชายฝั่งทะเลโบราณโดยตรง แต่ก็เป็นการศึกษาที่ให้ข้อมูล
                                   เกี่ยวกับวิวัฒนาการด้านธรณีสัณฐานชายฝั่งในพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่ราบภาคกลางตอนล่าง
















































                                                                                   201 ๒๐๑
   196   197   198   199   200   201   202   203   204   205   206