Page 93 - วัชรยานยันตระ
P. 93
นาลันทา มีชื่อเสียงปรากฏอย่างชัดเจนในสมัยคุปตะราวพุทธ
่
ศตวรรษที่ 10 ฝาเสียนระบุว่า กษัตริย์แห่งราชวงศ์คุปตะ ได้สร้างวิหารหลาย
หลังในพุทธสถานแห่งนี้ โดยกษัตริย์ที่มีบทบาทส าคัญต่อนาลันทา คือ
พระเจ้าหรรษวรรธนะแห่งกาโนช (พ.ศ. 1149-1190) ซึ่งในช่วงพุทธศตวรรษ
ที่ 12 นี้ เสวียนจั้ง ภิกษุจีนได้มาศึกษาพระพุทธศาสนาที่นี่ เช่นเดียวกับ
วัชรโพธิ (พ.ศ. 1214-1284) นักปราชญ์คนส าคัญของวัชรยานตันตระได้
ศึกษาพุทธศาสนาจากที่นี่ และไปพ านักอยู่ที่ศรีวิชัยกว่า 5 เดือน เพื่อสอน
ตันตระก่อนที่จะเดินทางไปจีนใน พ.ศ. 1263 นาลันทาเป็นศูนย์กลาง
การศึกษาพุทธศาสนาที่มีความส าคัญมาก เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถึงราว
พุทธศตวรรษที่ 17
ในสมัยราชวงศ์ปาละ (พุทธศตวรรษที่ 13 - 17) เป็นช่วงที่นาลันทา
มีความเจริญและมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าที่เคย และยังคงได้รับการอุปถัมภ์จาก
กษัตริย์ เป็นศูนย์กลางส าคัญของพุทธศาสนามหายานและวัชรยาน
และได้รับการเผยแพร่ไปทั่ว โดยภิกษุสงฆ์ที่มาจากพุทธสถานแห่งนี้
ั
ปทมสัมภวะ (Padmasambhava) ผู้มีชื่อเสียงแห่งนาลันทา ได้เดินทางไป
ธิเบต และเป็นผู้วางรากฐานลัทธิลามะ จารึกแผ่นทองแดงซึ่งพบจากวิหาร
หมายเลข 1 กล่าวถึง พระเจ้าพาลบุตรเทวะแห่งสุวรรณทวีป (สุมาตรา)
ทรงสร้างวิหารที่นี่ และพระเจ้าเทวปาละได้ทรงอุทิศหมู่บ้าน 5 แห่ง ส าหรับ
ดูแลค่าใช้จ่ายของวิหารนั้น (ตามที่พระเจ้าพาลบุตรเทวะทรงขอ) สิ่งนี้แสดง
ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์และการเผยแพร่พุทธศาสนาระหว่างภาค
ตะวันออกของอินเดียกับดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ชวา-สุมาตรา
ธรรมสวามิน (Dharmasvamin) ชาวธิเบต ได้เดินทางมาที่นาลันทา
(พ.ศ. 1778 - 1779) และได้เขียนบันทึกเล่าถึงสภาพของนาลันทาในขณะนั้น
รวมถึงกล่าวถึงรูปเคารพที่ได้พบเห็น ได้แก่ ขสรรปณะ, โลเกศวร(ะ),
83

