Page 88 - วัชรยานยันตระ
P. 88

ในช่วงเวลาดังกล่าว ศูนย์กลางพุทธศาสนาที่ส าคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ
                       ั
              เมืองนาคปฏฏินัม ในอินเดียใต้ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โจฬะที่ซึ่งได้
              พบประติมากรรมส าริดจ านวนมาก มีศาสนิกชนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

              โดยเฉพาะจากคาบสมุทรมลายูและเกาะสุมาตรามาศึกษาธรรมะที่นี่
              โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์  ในขณะที่ “พระเจ้า
              มารวิชโยตตุงควรรมัน” ทรงสร้างวิหาร “จูฬามณิวรมหาวิหาร” ขึ้นที่นี่
              เพื่ออุทิศแด่พระบิดา

                     ในช่วงปกครองของราชวงศ์ปาละ พระพุทธศาสนาแบบตันตระ
              เฟื่องฟู แนวคิดเกี่ยวกับมนตร์ (mantra) การปฏิบัติ “มุทรา” (mudra)
              มณฑล (Mandala) และกริยา (kriya) (พิธีกรรม) ซึ่งมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว
              พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นวัชรยาน (บางครั้งเรียกว่า กาลจักรยาน
              Kalacakrayana) และต่อมาพัฒนาเป็นสหชยาน (Sahajayana)) โดยมี
              ศูนย์กลางอยู่ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย เช่นเดียวกับ

              การสร้างรูปเคารพในนิกายวัชรยานก็เจริญขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างรูปเคารพที่
              นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 17 เช่น วัชรสัตว์, โลเกศวรรูปแบบต่างๆ,
              มัญชูศรี, ชัมภล, เหรุกะ, ปรัชญาปารมิตา, มารีจี, วัชรตารา, สิตาตปตรา
              ตารา, วาคีศวรี, พรรณศวรี, มหาปรติสรา, หาริตี, ขทิรวณิ, ตารา, เหวัชระ
              และจุณฑา ซึ่งรูปเคารพเหล่านี้พบเป็นจ านวนมากทั่วเบงกอล

                     อาจกล่าวได้ว่า วัชรยานตันตระถูกบ่มเพาะและเจริญขึ้นในบริเวณ
              ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิหาร
              และเบงกอล จากนั้นจึงแพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ในอินเดีย สกุลช่างที่
              ส าคัญสกุลช่างหนึ่งที่สืบทอดแนวความคิดของพุทธศาสนาในรูปแบบ
              ดังกล่าว คือ สกุลช่างโอริสสา ในรัชสมัยของโสมวังสี (พุทธศตวรรษที่ 15 -
              17) และราชวงศ์คงคา (พุทธศตวรรษที่ 17 - 20)







                                          78
   83   84   85   86   87   88   89   90   91   92   93