Page 175 - ครบรอบ 18 ปี สำนักงาน คปภ.
P. 175
173
ในโลกปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม มีความรุนแรงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันจนเกิดเป็นสภาวะภัยที่ซ้อนทับกันไปมา
ซึ่งสร้างผลกระทบ และสร้างความเสียหายในเชิงตัวเงิน ความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรเชิงวัฒนธรรม ท�าให้
ประชากรโลก และประชาชนคนไทยมีความยากล�าบากในการใช้ชีวิตมากขึ้น การคาดการณ์และการวางแผนชีวิตในอนาคตมีความ “ก็ไม่แน่” อยู่เป็นระยะๆ
ดังนั้น เมื่อภัยจากความไม่แน่นอนเกิดขึ้นให้ประสบพบเจอ จนอาจจะ ประเด็นข้างต้น เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีรายละเอียดค่อนข้างมาก
กลายเป็นเรื่องปกติเช่นนี้แล้ว “ภาคประกันภัยไทย” จึงควรต้องหันกลับมา การท�าให้เกิดเป็นรูปธรรมเพียงชั่วครั้ง ชั่วคราวอาจจะดูท�าง่าย แต่การสร้าง
ทบทวนบทบาทของตนเองว่า ในระยะต่อไปประกันภัย จะเป็นเพียงเครื่องมือ ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างสม�าเสมอ หรือมีความยั่งยืน (Sustainable)
บริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และรอชดเชยความเสียหาย ของสิ่งนั้น ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น หากส�านักงาน คปภ.
หรือรอจ่ายผลตอบแทนในแบบดั้งเดิม หรือควรจะก้าวข้ามไปสู่บทบาทของ ตั้งเป้าหมายไว้ดังกล่าวแล้ว ก็จ�าเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากภาคธุรกิจ
“ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก” ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ การปรับหน้าที่ ประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย
ตนเองเป็นผู้สร้างกลไกภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคม สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทน
ของประเทศ โดยยึดกรอบการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน บริษัทประกันภัย คนกลางประกันภัย
(Sustainable Development Goals: SDGs) และตอบสนองต่อทิศทาง ภาคราชการ ภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงสถานศึกษาในภูมิภาค
โลกในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้ “ระบบประกันภัยเป็นกลไกสร้างภูมิคุ้มกัน
ที่ยั่งยืนให้กับประเทศ” เสริมความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
กรอบความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน : การทำางานร่วมกันใน 3 มิติ
ความร่วมมือระหว่าง คปภ. และภาคส่วนต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 3 มิติหลักได้แก่
1) การส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยและทักษะทางการเงินอย่างยั่งยืน
2) การผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ยั่งยืน
3) การด�าเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับ SDGs และ ESG
่ ่
1) การส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยและทักษะทางการเงินทียังยืน
ความเสี่ยงไม่เคยเลือกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุต่างเผชิญ การด�าเนินงานในอนาคตไม่ได้หยุดแค่การให้ความรู้เฉพาะหน้า
กับความไม่แน่นอนที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ในพริบตาหากปราศจาก แต่จะขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อผลักดัน “ความรู้ด้านการเงินและ
การเตรียมพร้อม สิ่งที่ไม่คาดคิดอาจกลายเป็นวิกฤตที่ท�าลายความมั่นคง การประกันภัย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาไทยอย่างจริงจัง
ทางการเงินและคุณภาพชีวิตได้ทันที การประกันภัยคือ เกราะป้องกัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะการบริหารเงิน และการจัดการ
ที่ส�าคัญ แต่การมีเกราะอย่างเดียวไม่พอ หากผู้คนไม่เข้าใจว่าเมื่อไหร่ ท�าไม ความเสี่ยงตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเผชิญ
และอย่างไร ที่ควรใช้มัน นี่คือเหตุผลที่การสร้างความรู้ความเข้าใจอย่าง ความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อความรู้ทางการเงินกลายเป็นพื้นฐานที่ฝังลึก
ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และการประกันภัยจึงเป็นรากฐาน ในวิถีชีวิต คนไทยจะมีทักษะและทัศนคติที่เข้มแข็งพอที่จะรับมือกับ
ส�าคัญของการสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกัน ความไม่แน่นอน และนั่นคือภูมิคุ้มกันที่แท้จริงที่จะปกป้องอนาคตของ
ประเทศได้อย่างยั่งยืน
การสื่อสารที่ถูกคน ถูกช่วงเวลา ถูกวิธี การปลูกฝังความรู้พื้นฐาน
ทางการเงิน และวินัยการออมไม่ควรเป็นเพียงบทเรียนแบบเดิม ๆ ที่น่าเบื่อ
แต่ต้องเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย และเข้าถึง
ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่ชัดเจนตรงประเด็น รูปแบบการน�าเสนอที่น่าสนใจ
ผ่านสื่อออนไลน์ วิดีโอสั้น อินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่าย หรือกิจกรรมเชิงโต้ตอบ
ที่ช่วยให้ผู้คนทุกช่วงวัยเข้าใจการบริหารเงิน และการจัดการความเสี่ยง
อย่างแท้จริงที่ส�าคัญคือ การสื่อสารต้อง “พูดภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจ” เด็ก
วัยเรียนต้องการเนื้อหาที่สนุก เข้าใจง่าย วัยท�างานต้องการความรู้ที่น�าไปใช้
ได้จริง ส่วนผู้สูงอายุต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ

