Page 144 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 144
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
นับตั้งแต่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ถือก�าเนิดขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต
บุคลากรเข้าท�างานในกรมศิลปากรในล�าดับแรก และต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ ภาควิชาโบราณคดี ภายใต้คณะโบราณคดี
ได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตนักโบราณคดี และบัณฑิตผู้สามารถวิจัยและประยุกต์ใช้โบราณคดีกับสาขาวิชาอื่น ๆ ไปเป็น
จ�านวนมาก
ภายใต้ร่มพระบารมีที่ผ่านมานี้ ศาสตร์ด้านโบราณคดีมีความก้าวหน้ามาเป็นล�าดับทั้งทางด้านแนวคิด ทฤษฎี เทคนิค
วิธีการรวบรวมข้อมูลภาคสนาม การวิเคราะห์ตีความข้อมูล และการเกิดขึ้นขององค์ความรู้ใหม่ ส�าหรับประเด็นที่จะกล่าว
ถึงในที่นี้เกี่ยวกับโบราณคดีในกรุงเทพมหานคร อันเป็นการศึกษาทางโบราณคดีที่สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของบ้านเมือง
อันเป็นความก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ร่มพระบารมีที่ผ่านมานี้
๑. โบราณคดีกับเมืองที่พัฒนา
การเจริญเติบโตของเมือง การขยายตัวของประชากร กอปรกับความเจริญด้านเทคโนโลยีท�าให้มีการก่อสร้างระบบ
โครงสร้างพื้นฐานทั้งการคมนาคม การพลังงาน การจัดการน�้า และการสื่อสาร รวมไปถึงการสร้างที่อยู่อาศัยและอาคาร
ส�านักงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในเมืองอย่างรวดเร็ว อันส่งผลให้เมืองส�าคัญต่าง ๆ ที่มีร่องรอยอารยธรรมของโลกก�าลังเผชิญ
หน้ากับการท�าลายร่องรอยแห่งอดีตเหล่านั้นทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในขณะที่มีการขุดดินเพื่อเตรียมการก่อสร้าง
ได้พบสิ่งก่อสร้างและโบราณวัตถุที่ทับซ้อนอยู่ใต้ผืนเมืองปัจจุบัน สิ่งที่พบนี้ล้วนเป็นร่องรอยของเมืองในช่วงเวลาก่อนหน้า
จุดเริ่มของความตระหนักถึงคุณค่าของร่องรอยของเมืองก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นจากการตั้งค�าถามของนักวิชาการและผู้คนที่พบเห็น
ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่พบใต้เมืองที่ตนเองอาศัยอยู่นั้นคืออะไร มีความเป็นมา คุณค่า และความหมายอย่างไร (Keeffe, 2014)
จากความตระหนักถึงคุณค่าของร่องรอยแห่งอดีตใต้ผืนเมือง ท�าให้ในปัจจุบันในประเทศต่าง ๆ ได้ก�าหนดให้มีงาน
โบราณคดีเมื่อมีโครงการก่อสร้างหรือปรับปรุงพื้นที่ ดังเช่น ณ เมืองโรม ประเทศอิตาลี ก�าลังด�าเนินการก่อสร้างรถไฟ
ใต้ดินสายใหม่ที่ตัดผ่านเขตเมืองเก่าใจกลางกรุงโรม และมีสถานีรถไฟใต้ดินใกล้กับโคลอสเซียม การขุดค้นทางโบราณคดี
ใต้ถนนกลับพบร่องรอยการอยู่อาศัย ซากอาคารหรือซากเมืองโรมดั้งเดิม (Tucci, 2013) หรือตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
ที่เมืองลอนดอน เมื่อมีโครงการรถไฟฟ้าเกิดขึ้น เส้นทางรถไฟฟ้านี้มีความยาว ๑๑๘ กิโลเมตร ประกอบไปด้วยพื้นขุดค้น
กว่า ๔๐ พื้นที่ ครอบคลุมบริเวณพื้นที่ก่อสร้างตัวอาคารสถานีหลักและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ จากการขุดค้นท�าให้สามารถมอง
เห็นชั้นทับถมแต่ละสมัยใต้พื้นของเมืองลอนดอน การขุดค้นพื้นที่ส�าคัญแห่งหนึ่ง คือ การขุดค้นใต้ถนนลิเวอร์พูลบริเวณ
สุสานเก่าของโรงพยาบาลเบดแลม (Bedlam (Bethelm)) ได้พบโครงกระดูกมนุษย์กว่า ๓,๐๐๐ โครง ที่เสียชีวิตเนื่องจาก
เกิดโรคระบาดใหญ่ในช่วงกลางถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ การศึกษาทางโบราณคดีในครั้งนี้นับว่าเป็นงานศึกษาวิจัยที่
ใช้ทุนการศึกษาสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Sim, 2015; Crossrail Ltd (CRL), 2015)
ด้วยเมืองต่าง ๆ ล้วนประกอบไปด้วย “พื้นที่” (urban spaces) และ “วิถีชีวิต” (urban lives) จึงจ�าเป็นต้องศึกษาเรื่อง
คนในมิติต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่แรกเริ่มตั้งถิ่นฐาน การด�ารงชีพ ศาสนา เทคโนโลยี โครงสร้างทางสังคม การ
พัฒนาในด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นเมืองในปัจจุบัน จากสภาวการณ์ของเมืองที่ก�าลังพัฒนานี้ นักโบราณคดีทั่วโลกจึงได้ให้
ความส�าคัญกับร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีที่อยู่ใต้เมือง รวมไปถึงการพยายามสรรหาวิธีการใดที่จะเหมาะสมกับการ
อนุรักษ์ร่องรอยแห่งอดีตอันเป็นประจักษ์พยานของเมืองเก่าที่ทับซ้อนไปมาต่อเนื่องจนกลายมาเป็นเมืองในปัจจุบัน
๒. โบราณคดีในกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่ส�าคัญของโลก อันมีพัฒนาการแรกเริ่มมาจากชุมชนเกษตรกรรมริมน�้า และพัฒนา
ต่อเนื่องจนเป็นราชธานี ศูนย์กลางของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ และกลายมาเป็นกรุงเทพมหานครตามล�าดับ
กรุงเทพมหานครไม่เคยถูกทิ้งร้างให้ปราศจากผู้คน หากมีผู้คนอาศัยอยู่มาอย่างต่อเนื่อง และด้วยจ�านวนประชากรที่เพิ่ม
มากขึ้นท�าให้เกิดการขยายตัวของบ้านเมือง กรุงเทพมหานครจึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและขยายอาณาเขตออกไปกว้าง
ไกลในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ผืนเมืองของกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะในบริเวณเมืองเก่ากรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์
มักจะพบร่องรอยแห่งอดีตของบ้านเมือง ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ ในระหว่างการขุดดินเพื่อเตรียมการก่อสร้าง
ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาคารใหม่ หรือการปรับภูมิทัศน์เพื่อใช้สอยบริเวณโดยรอบอาคารเก่า
การศึกษาทางโบราณคดีในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์เริ่มมาจากการศึกษาจากหลักฐานลายลักษณ์อักษร ทั้งจาก
พระราชพงศาวดาร บันทึกของไทยและต่างชาติ แผนที่และภาพถ่ายเก่า มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ดังที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชนิพนธ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง “A Brief History of Siam” ลงตีพิมพ์ครั้ง
แรกในวารสาร “Chinese Repositiry” ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ และตีพิมพ์ซ�้าในหนังสือของเซอร์จอห์น เบาริง เรื่อง “Peoples
and the Kingdom of Siam” ซึ่งมีเนื้อความเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นส่วนใหญ่ (แถมสุข นุ่มนนท์ และ คณะ,
๒๕๔๔: ๕๘) หากการศึกษาทางโบราณคดีในกรุงเทพมหานคร อันเป็นศูนย์กลางของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ โดย
ใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากการส�ารวจและขุดค้นทางโบราณคดีนั้นเพิ่งปรากฏขึ้นภายใต้ร่มพระบารมีที่ผ่านมานี้
144 ๑๔๔

