Page 170 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 170

งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙


                                     ดีเอ็นเอ (DNA)

                                       การสกัดดีเอ็นเอจากฟันของโครงกระดูกที่ได้จากการส�ารวจแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมโลงไม้ในโครงการโบราณคีดบน
                                     พื้นที่สูงในอ�าเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จ�านวน ๕๒ ตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มมลาบี และลัวะ ซึ่งจัดอยู่กลุ่ม
                                     ภาษามอญ-เขมรในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ที่เชื่อกันว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัย

                                     ก่อนประวัติศาสตร์ กับกลุ่มชาวไทยยวนทางเหนือ ไทยขอนแก่น มูเซอและลีซอ ผลของการศึกษาเบื้องต้นพบว่าอาจจะมีความ
                                     สัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อย ที่อาศัยกระจายอยู่ในภาคเหนือ แต่จ�าเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อสรุปนี้ (ฉัตชัย ฉิ่น
                                     ไพศาล, ๒๕๔๙)


                                     ๓. ธรณีสัณฐาน

                                       ส�าหรับงานด้านธรณีสัณฐาน ผู้เขียนยกตัวอย่างการส�ารวจลุ่มน�้าลางที่ไหลผ่านบริเวณอ�าเภอปางมะผ้า ซึ่งเป็นล�าน�้าที่
                                     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเคยเสด็จไปเยี่ยมพื้นที่ลุ่มน�้าลาง และเกิดโครงการ
                                     พัฒนาลุ่มแม่น�้าลางในเวลาต่อมา ผลการวิจัยของโครงการส�ารวจและจัดท�าระบบฐานข้อมูลถ�้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่าง

                                     ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๒ ท�าให้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงตระหนักถึงความส�าคัญของภูมิประเทศแบบภูเขา
                                     สูงชันที่ท�าให้เกิดระบบน�้าและน�้าใต้ดินที่เป็นแหล่งต้นก�าเนิดน�้าที่ส�าคัญของชุมชนในปัจจุบันและอดีต


                                     ล�าน�้าลาง
                                       โครงการวิจัยฯ ได้ด�าเนินการส�ารวจทางธรณีวิทยาภายหลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพื้นที่อ�าเภอปางมะผ้า พบว่า

                                     “น�้าลาง” เป็นลุ่มน�้าที่ใหญ่ที่สุดในอ�าเภอปางมะผ้า อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของอ�าเภอ ไหลจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก
                                     มีลุ่มน�้าย่อย คือ ห้วยน�้าราง ห้วยไฮ น�้าแม่รางน้อย ห้วยแม่แพมแง่ขวา ห้วยกึดอ้น เป็นต้น มีต้นก�าเนิดอยู่บริเวณเทือกเขา
                                     ใกล้ชายแดนไทย-เมียนม่าร์ อยู่ทางตอนเหนือของดอยมูเซอ ห่างจากต้นก�าเนิดของห้วยแม่ละนาออกมาทางทิศตะวันออก

                                     ทิศทางการไหลจะไหลเป็นแนวออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านบ้านแอโก๋ บ้านแสนค�าลือ แล้วจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินเป็น
                                     แนวเหนือ-ใต้ ไหลผ่านลงมาทางใต้ผ่านเข้าถ�้าลอดที่บ้านถ�้าลอด บ้านสบป่อง แล้วจึงเกิดล�าน�้าสาขาแยกลงไปทางใต้เรียก
                                     ว่า ห้วยน�้าลาง ส่วนสายหลัก เรียกว่า น�้าลางหลวงไหลไปทางทิศตะวันตกขนานไปกับทางหลวงสาย ๑๐๙๕ ไหลผ่านหุบเขา
                                     บ้านไร่ซึ่งเป็นช่วงปลายน�้าที่จะเข้าสู่ระบบทางน�้าใต้ดินที่ปลายของหุบเขาบ้านไร่ เมื่อพิจารณาตามลักษณะของหุบเขาแห่งนี้
                                     จะพบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับหุบเขาแม่ละนาคือ เป็นโพลเย (Polje) หรือร่องหลุมยุบขนาดใหญ่และมีพื้นที่ท้องน�้าเป็นที่ราบ

                                     และคาดว่าจะไหลออกจากระบบช่องทางของถ�้าลงสู่ล�าน�้าของบริเวณน�้าตกซู่ซ่าในทางทิศใต้ซึ่งมีระดับความสูงของพื้นที่ต�่ากว่า
                                     (สิทธิพงศ์ ดิลกวณิช และคณะ, ๒๕๔๓) ประโยชน์ทางการเกษตรของห้วยน�้าลางจะเห็นได้จากพื้นที่การเกษตรของ บ้านแอ
                                     โก๋ บ้านแสนค�าลือ บ้านถ�้าลอด แม้ว่าในช่วงของหัวน�้าจะพบเพียงหุบเขาขนาดเล็กอยู่ประปราย แต่ในช่วงที่เข้าสู่เขตบ้านสบ

                                     ป่อง และบ้านไร่แล้วได้ขยายเป็นหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ขึ้นเนื่องจากเป็นพื้นที่สะสมตะกอนน�้าที่เพิ่มขึ้นในทุก
                                     ๆ ปี (อุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล, ๒๕๕๐) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของประชากรในอดีตและปัจจุบันผ่านระบบ
                                     ทางน�้าใต้ดินที่ซับซ้อนในภูเขาหินปูน และช่วยอธิบายการเลือกตั้งถิ่นฐานของชุมชน


                                     ๔. ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ทางโบราณคดี : การตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูง

                                       โดยโครงการส�ารวจและจัดการระบบฐานข้อมูลถ�้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ส�ารวจภูมิประเทศและแหล่งโบราณคดีโดยการใช้
                                     แผนที่ทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียม ได้มีการด�าเนินงานโบราณคดีบริเวณลุ่มแม่น�้าลางช่วงพ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๒ (สิทธิ
                                     พงศ์ ดิลกวณิช และคณะ, ๒๕๔๓) และมีการส�ารวจเพิ่มเติมโดยโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอ�าเภอปางมะผ้า จังหวัด

                                     แม่ฮ่องสอน ระยะที่หนึ่งและสอง (รัศมี ชูทรงเดช และคณะ, ๒๕๕๐; เชิดศักดิ์ ตรีรยาภิวัฒน์, ๒๕๕๐) ระหว่าง พ.ศ.
                                     ๒๕๔๔ - ๒๕๔๙ พบแหล่งโบราณคดีใหม่จ�านวน ๒๐ แหล่ง เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์จ�านวน ๑๔ แหล่ง
                                     แหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมโลงไม้ ๑ แหล่ง แหล่งโบราณสถานร่วมสมัยวัฒนธรรมล้านนา ๓ แหล่ง และแหล่งโบราณคดีที่ไม่
                                     สามารถระบุอายุสมัยได้อีก ๒ แหล่ง ซึ่งรวมกับงานส�ารวจจากโครงการเดิมมีแหล่งโบราณคดีที่พบจ�านวนทั้งหมด ๘๘ แหล่ง
                                     แหล่งโบราณคดีที่พบครอบคลุมเวลาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ หรือประมาณ ๓๒,๐๐๐ ปีมา

                                     แล้ว จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ การใช้พื้นที่และภูมิทัศน์ของแหล่งโบราณคดี มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ
                                     และการเมืองในแต่ละยุคสมัย โดยสมัยก่อนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมหินกะเทาะและหินขัด เป็นสังคมระดับกลุ่มชน มีการใช้
                                     พื้นที่แบบกระจายตามถ�้า เพิงผา และสันดอย ไม่มีการแบ่งแยกพื้นที่การใช้งานที่ชัดเจน ส่วนวัฒนธรรมโลงไม้  เป็นสังคม

                                     ระดับชนเผ่า มีการแบ่งแยกพื้นที่ใช้งานของถ�้าและเพิงผาในการประกอบพิธีกรรมความตาย ตามลุ่มน�้าต่างๆ บนพื้นที่สูงของ
                                     อ�าเภอปางมะผ้า และต่อมาในสมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมร่วมสมัยล้านนา มีการขยายตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐ
                                     ล้านนา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตของชุมชนและการตั้งถิ่นฐาน มีการเลือกใช้พื้นที่บริเวณที่ราบหุบเขาริมน�้าในการก่อตั้ง
                                     ชุมชน มีศาสนาพุทธเป็นศูนย์กลางของการประกอบพิธีกรรม และชุมชนมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานโดยกระจายตัวอยู่ตามสันดอย
                                     ที่ราบริมน�้า ลักษณะการเลือกใช้พื้นที่คล้ายกับชุมชนในปัจจุบันที่เลือกอยู่ใกล้แหล่งน�้าและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ (เชิดศักดิ์

                                     ตรีรยาภิวัฒน์, ๒๕๕๐)








                                                                                      170 ๑๗๐
   165   166   167   168   169   170   171   172   173   174   175