Page 112 - วัชรยานยันตระ
P. 112
(Odra) (นักวิชาการตีความว่า หมายถึง พระเจ้าศุภากรเทวะที่ 1) ว่าเป็น
ผู้น าพุทธตันตระเข้าสู่ประเทศจีน โดยการที่ “ศุภากรเทวะ” ทรงสละราช
่
ั
สมบัติ เนื่องจากฝกใฝพระทัยในพระพุทธศาสนา จึงได้ออกบวชและได้ศึกษา
พระพุทธศาสนาหลายแห่ง (หนึ่งในนั้นอาจเป็นรัตนคิรี) รวมถึงได้ศึกษา
ตันตระกับอาจารย์ธรรมคุปตะที่นาลันทา ต่อมาได้เดินทางไปคันธาระและจีน
ในปีพ.ศ. 1338 (Donaldson, 2001: 6) ซึ่งพระองค์ได้น าส่วนสุดท้ายของ
คัมภีร์อวตังสกะและคัมภีร์อื่นๆ ไปจีนด้วย เช่น มหาไวโรจนะ-สูตร และต ารา
ประติมานวิทยาที่เกี่ยวข้องกับมณฑลต่างๆ ของเทพและเทพี ซึ่งทรงคัดลอก
ด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นถึงความส าคัญของคัมภีร์มหาไวโรจนะ-สูตร
และคัมภีร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มหากรุณาครรโภทภวะ (Mahakaruna
garbhodbhava) และวัชรธาตุมณฑล (Vajradhatu-mandala) ซึ่งสอดคล้อง
กับรูปเคารพที่แสดงถึงมณฑลต่างๆ ที่พบในบริเวณเทือกเขาเอเชีย (Asia
hill) เป็นการยืนยันว่า ดินแดนโอริสสาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 มีความรู้
และความนิยมในคัมภีร์เหล่านี้ จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้อีกสิ่งหนึ่งว่า อุฑฑิ
ยานะ-ปีฐะ (Uddiyana pitha) น่าจะอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
มากกว่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ และการที่ได้พบรูปเคารพเนื่องในวัชรยาน
ตันตระจ านวนมากที่เมืองโอริสสา จึงสอดคล้องกับการเป็นที่ตั้งส าคัญ
(pitha) ของวัชรยานตันตระ มากกว่าแถบสวัตทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
ของอินเดียซึ่งพบหลักฐานไม่มากนัก (Donaldson, 2001: 14)
ในบันทึกของตารานาถะ ยังมีการกล่าวถึง อาจารย์ปิโต (Acarya
Pito) ว่า หลังจากได้รับค าสั่งสอนจาก “วัชรปาณี” ได้เดินทางไปยังสังภละ
(Sambhala) และได้น าคัมภีร์ตันตระไปเผยแพร่ที่รัตนคิรี เช่นเดียวกับใน
บันทึกประจ าปีสีน ้าเงิน (พุทธศตวรรษที่ 20) ได้ระบุว่า อาจารย์เฉลุกะ
(Cheluka) ได้เทศนา “กาลจักรตันตระ” ที่รัตนคีรีวิหาร นอกจากนี้นักปราชญ์
ส าคัญที่เกี่ยวข้องกับพุทธตันตระในช่วงแรก ส่วนใหญ่มาจากที่นี่หรือมี
ความสัมพันธ์กับที่นี่ รวมทั้งอาจารย์สรหะ (Saraha) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่ม
102

