Page 123 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 123
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
(ดูจากโครงกระดูกและโบราณวัตถุบางประเภท) สังคมยุคนี้คงมีความตึงเครียด (stress) อยู่บ้าง ดังที่พบว่ามีเครื่องมือ
เครื่องใช้ที่จัดเป็นอาวุธได้ เช่น หอก (ภาพที่ ๗) มีด ขวาน หัวธนู ลูกกระสุนดินเผา แม้ว่าเครื่องมือเหล่านี้อาจจะใช้ในการ
ล่าสัตว์หรือตัดต้นไม้ แต่ก็มีศักยภาพสูงที่จะเป็นอาวุธได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่ายุคนี้คงมีการต่อสู้ หรือมีความ
รุนแรงระหว่างบุคคล (interpersonal violence) ทั้งความรุนแรงระหว่างเพศเดียวกันและความรุนแรงระหว่างชายกับหญิง
ดังที่พบหลักฐานร่องรอยความรุนแรงที่ชัดเจนมากที่แหล่งโบราณคดีสมัยเหล็กในกัมพูชาดังที่กล่าวมาแล้วแม้ว่าอาจจะไม่
รุนแรงและมีการวางแผนการใช้ความรุนถึงขนาดเป็นสงคราม (organized warfare) ก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้เขียนพบว่าในสมัยเหล็กมีการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมการใช้วัตถุอุทิศให้กับผู้ตายที่แตกต่างจากยุค
ส�าริดอย่างชัดเจน การใช้สิ่งของฝังให้กับศพในยุคนี้แม้ว่าจะไม่แตกต่างในเรื่องความหลากหลายของสิ่งของ แต่มักพบ
ว่านิยมใช้สิ่งของที่ผ่านการใช้งาน (used items) มาแล้ว และบางครั้งก็ไม่จ�าเป็นต้องสมบูรณ์ รวมทั้งยังมีพฤติกรรมทาง
วัฒนธรรมอีกอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือการตั้งใจทุบ/ตัด/ดัดแปลงวัตถุบางอย่าง เช่น การทุบหรือตีส่วนปลายใบหอกให้งอ
การตีพับใบหอกให้โค้งงอการตัดเชิงหรือฐานภาชนะดินเผา การเจาะรูส่วนใดส่วนหนึ่งของภาชนะดินเผา จากนั้นน�าวัตถุ
ที่ผ่านการ “ฆ่า” หรือท�าให้เสียหาย หรือ “พิการ” ไปฝังในหลุมฝังศพมนุษย์ นักโบราณคดีเรียกพฤติกรรมลักษณะนี้ว่า
“การฆ่าเชิงพิธีกรรม (ritual killing) ควรกล่าวด้วยว่าพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นในเกือบทุกพื้นที่ของโลก ทั้งในแอฟริกา
ยุโรป เอเชียตะวันตก และอเมริกาเหนือ (ดูตัวอย่างเช่น Melton and Luckenbach, 2013; Porter and Schwartz, 2012)
โดยสรุป ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโบราณคดีสมัยเหล็กในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางทางตะวันออก
ที่กล่าวมาข้างต้นมีความน่าสนใจหลายประการ ประการแรก แม้ว่าชุมชนสมัยนี้จะมีการตั้งถิ่นฐานถาวร แต่รูปแบบการ
ตั้งถิ่นในแง่การปรับตัวในสภาพแวดล้อมนั้นแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ในภาคกลางทางตะวันออกหรือ
เขตพื้นที่จังหวัดลพบุรีมีชุมชนสมัยเหล็กกระจายทั้งในพื้นที่ที่เป็นที่สูงลานตะพัก และที่เนินตะกอนรูปพัด ในขณะที่ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเน้นการตั้งชุมชนในลุ่มแม่น�้าสายหลัก เช่น ลุ่มแม่น�้ามูล ลุ่มแม่น�้าชี ลุ่มแม่น�้าสงคราม ประการ
ที่สอง รูปแบบการด�ารงชีพก็มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ภาคกลางในเขตจังหวัดลพบุรี ผู้คนด�ารง
ชีพด้วยวิธีการค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งการเก็บของป่า ล่าสัตว์บก จับสัตว์น�้า เพาะปลูกข้าว และพืชไร่ทางตะวันออก
ในขณะที่ผู้คนในเขตที่ราบสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพาะปลูกข้าวนาปีเป็นหลักและมีการท�านาเกลือสินเธาว์
ด้วย ประการที่สาม ในสมัยเหล็กมีความเข้มข้นในเรื่องการค้าและการติดต่อแลกเปลี่ยนทางไกลข้ามภูมิภาคและข้าม
วัฒนธรรมมาก (เช่น อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นหมู่เกาะ จีน และตะวันออกกลาง) ขึ้นมากกว่าสมัยส�าริด
ซึ่งผู้เขียนมองว่าระบบเศรษฐกิจการค้าเป็นปัจจัยหลักในการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรซึ่งน�าไปสู่การก่อตัวของสังคมรัฐ
หรือสังคมที่ซับซ้อนในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เช่น สังคมในสมัยทวารวดี (ดูบทความของสฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง ในหนังสือ
เล่มนี้)
นอกจากนี้ กล่าวได้ว่าการศึกษาด้านโบราณคดีสมัยเหล็กในพื้นที่ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างส�าคัญ ทั้งในแง่
ประเด็นทางวิชาการ การค้นพบหลักฐานและข้อมูลใหม่ และวิธีวิทยาในการศึกษา กล่าวคือ นับตั้งแต่มีการศึกษาเรื่อง
โบราณคดีสมัยเหล็กในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เราได้ค้นพบ
หลักฐาน ข้อมูล และองค์ความรู้ใหม่มากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการศึกษาเชิงลึกและ
ใช้วิธีการศึกษาในลักษณะสหวิทยาการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เคยตรัสไว้ช่วยให้ค้นพบความรู้และสร้างคุณูปการต่อการศึกษาทางโบราณคดีโดยรวมได้อย่างดี
กิตติกรรมประกาศ
ผู้เขียนขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ
มูลนิธิกรุงเทพประกันภัย ที่สนับสนุนทุนส�าหรับการศึกษาวิจัยของผู้เขียนในพื้นที่จังหวัดลพบุรีในห้วงหลายปีที่
ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้รับความอนุเคราะห์และช่วยเหลือจากองค์กรส่วนท้องถิ่นและบุคคลอื่น ๆ ต่าง
กรรมต่างวาระมาโดยตลอด ท้ายสุดผู้เขียนขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์ประอร
ศิลาพันธ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง ที่กรุณาอ่านตรวจสอบต้นฉบับและให้ข้อคิดเห็นที่
เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเขียนบทความนี้ ส่วนความผิดพลาดที่อาจมีขึ้น เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน
แต่เพียงผู้เดียว
123 ๑๒๓

