Page 131 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 131
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
อาจกล่าวได้ว่า ภาควิชาโบราณคดีมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษทั้งในด้านการเรียนการสอนและการวิจัยเรื่องโบราณคดีทวารวดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือส�าคัญ ๒ เล่มของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ คือ
หนังสือเรื่อง “ทวารวดี: การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี” และหนังสือเรื่อง “สุวรรณภูมิจากหลักฐาน
ทางโบราณคดี” (ผาสุข อินทราวุธ, ๒๕๔๒ และ ๒๕๔๘) ก็ส่งผลให้องค์ความรู้เกี่ยวกับโบราณคดีทวารวดีและช่วงยุค
หัวเลี้ยวประวัติศาสตร์นั้นก้าวหน้าไปอย่างมาก เพราะถือเป็นการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดี
ศิลปกรรม และจารึก ไว้มากที่สุด อีกทั้งยังได้น�าเสนอแนวคิดที่น่าสนใจหลายประการอีกด้วย อาทิเช่น
• รัฐทวารวดีมีพัฒนาการมาจากชุมชนโบราณที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย
มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (ผาสุข อินทราวุธ, ๒๕๔๒: ๒๑๒)
• การติดต่อค้าขายกับอินเดียที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ยุคหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ เป็น
พื้นฐานส�าคัญยิ่งต่อการเกิดรัฐทวารวดี ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ ซึ่งรัฐทวารวดีนี้ได้น�าระบบต่าง ๆ
จากอินเดียมาประยุกต์ใช้ ทั้งทางด้านการปกครอง การนับถือศาสนา การสื่อสารคือการใช้อักษรและภาษา
การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ (ผาสุข อินทราวุธ, ๒๕๔๒: ๒๐๒ - ๒๑๒)
• ดินแดนสุวรรณภูมิหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยโบราณมีความส�าคัญใน ๒ บริบท คือ การเป็นศูนย์กลาง
ทางพระพุทธศาสนา และการเป็นศูนย์กลางทางการค้า (ผาสุข อินทราวุธ, ๒๕๔๘: ๑๙๗ - ๒๐๓) โดยเมืองโบราณ
ที่ส�าคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับดินแดนสุวรรณภูมิก็คือ เมืองอู่ทอง
ความก้าวหน้าของงานโบราณคดีทวารวดี ณ เมืองโบราณอู่ทอง
พ.ศ. ๒๕๕๖ - ๒๕๕๘ ภาควิชาโบราณคดี น�าโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง มีโครงการศึกษา
ขุดค้นภายในเมืองโบราณอู่ทองโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร และองค์การ
บริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ซึ่งนอกจากจะท�าให้ได้ข้อมูลและความ
รู้ใหม่ ๆ ในเชิงวิชาการเกี่ยวกับโบราณคดีสมัยทวารวดีแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนในการอนุรักษ์และพัฒนา
เมืองโบราณอู่ทองอย่างยั่งยืนด้วย เนื่องจากเมืองอู่ทองมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง คือ องค์การบริหาร
การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ซึ่งมีเป้าหมายในการท�างานประการหนึ่งคือ สนับสนุน
และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทอง โดยเฉพาะกับสถานศึกษาหรือเยาวชนในพื้นที่ อันจะก่อให้เกิด
ประโยชน์เชิงวิชาการอย่างสูงสุดต่อไปสอดคล้องกับพระราชด�ารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตร ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ที่พระราชทานไว้เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙
อนึ่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ ได้เคยน�าเสนอผลการศึกษาพัฒนาการและบทบาทของเมืองโบราณ
อู่ทองไว้ในหนังสือสุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี โดยแสดงให้เห็นว่าอู่ทองมีบทบาทส�าคัญอย่างน้อย ๒ ประการ
(ผาสุข อินทราวุธ, ๒๕๔๘: ๑๐๖ - ๑๑๔) คือ
๑) อู่ทองเป็นเมืองศูนย์กลางการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับต่างถิ่นทั้งโลกตะวันตกและโลกตะวันออก มาตั้งแต่ช่วงก่อน
หน้าสมัยทวารวดี ดังได้พบโบราณวัตถุซึ่งเป็นสินค้าที่มาจากอินเดียในสมัยราชวงศ์โมริยะ-ศุงคะ ประมาณพุทธศตวรรษ
ที่ ๓ - ๕ ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙ ก็ได้พบลูกปัดเป็นจ�านวนมากซึ่งอาจมีที่มาจากอินเดียหรือแถบทะเล
เมดิเตอร์เรเนียนและเปอร์เซีย นอกจากนี้ยังได้พบเครื่องประดับทองค�าและเหรียญโรมันซึ่งมีลักษณะคล้ายกับที่พบที่เมือง
ออกแอว (Oc Eo) ประเทศเวียดนาม ดังนั้นเมืองอู่ทองจึงเป็นเสมือนเมืองท่าโบราณซึ่งจะพัฒนาต่อมาในสมัยทวารวดี
๒) อู่ทองเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐทวารวดี หรือเป็นเมืองหลวงในช่วงต้นของรัฐทวารวดี ดังได้พบ
ประติมากรรมประดับศาสนสถานที่ก�าหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับศิลปะสมัยอมราวดี
ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย แล้วต่อมาในสมัยทวารวดีก็ได้พบงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทางศาสนา
เป็นจ�านวนมาก ทั้งที่สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท พระพุทธศาสนามหายาน และศาสนาพราหมณ์
ส�าหรับการศึกษาวิจัยที่เมืองโบราณอู่ทองในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๖ - ๒๕๕๘ นั้นได้ท�าการขุดค้นเพิ่มเติมในเขตแหล่ง
โบราณคดีเนินพลับพลา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ภายในคูน�้าคันดินของเมืองโบราณอู่ทอง ท�าให้ได้พบหลักฐาน
หลากหลายประเภท ทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยทั่วไปของประชากรสมัยทวารวดี และช่วงก่อนหน้าสมัยทวารวดี
กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจสมัยทวารวดีคือ การผลิตลูกปัดแก้วและการถลุงเหล็ก พบแนวโบราณสถานสมัยทวารวดีหลังใหม่
ภายใต้เนินดินขนาดใหญ่ และพบการฝังศพทารก ๑ โครงซึ่งก�าหนดอายุอยู่ในช่วงก่อนหน้าสมัยทวารวดี หรือประมาณ
พุทธศตวรรษที่ ๘ ซึ่งรายงานผลการขุดค้นเมืองโบราณอู่ทองโดยภาควิชาโบราณคดีที่กล่าวถึงนี้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)
(สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง, ๒๕๕๙)
131 ๑๓๑

