Page 134 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 134
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
จากการวิจัยภายใต้หัวข้อ “พัฒนาการของเมืองอู่ทองจากหลักฐานทางโบราณคดี” (The Development of U-Thong
based on Archaeological Evidence) โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลทางโบราณคดี ร่วมกับการวิเคราะห์จารึก และงาน
ศิลปกรรมที่เมืองโบราณอู่ทอง ท�าให้สามารถจัดแบ่งล�าดับอายุสมัยหรือแปลความเรื่องพัฒนาการทางสังคม วัฒนธรรม
และเศรษฐกิจ ของเมืองโบราณอู่ทองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเมืองโบราณอู่ทองมีพัฒนาการ ๕ ระยะดังนี้
ระยะที่ ๑ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว
ในช่วงนี้มีชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยหินใหม่และสมัยเหล็ก อาศัยอยู่รอบนอกเมืองอู่ทองใกล้กับแนวล�าน�้า
จระเข้สามพัน แต่ยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีภายในเขตเมืองโบราณอู่ทอง
ระยะที่ ๒ สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ หรือก่อนหน้าสมัยทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ - ๑๑
อู่ทองพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าค้าขาย โดยพบจารึกและศิลปกรรมบางชิ้นที่ได้รับอิทธิพลอินเดียสมัยอมราวดีและคุปตะ การ
ขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเนินพลับพลายังได้พบกิจกรรมการอยู่อาศัยและการปลงศพทารกเป็นครั้งแรก ซึ่งมีผลการวิเคราะห์
อายุสมัยด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอน โดยใช้เทคนิค Accelerator Mass Spectrometry (AMS) ที่มีความน่าเชื่อถืออีกด้วย (ค่าอายุ
อยู่ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘)
ระยะที่ ๓ สมัยทวารวดีตอนต้น ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓
อู่ทองพัฒนาขึ้นเป็นเมืองส�าคัญในวัฒนธรรมทวารวดี โดยพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
เจริญรุ่งเรืองขึ้นภายใต้การอุปถัมภ์ของราชส�านักและประชาชนชาวทวารวดี มีการสร้างงานศิลปกรรมที่โดดเด่นคือ ศิลา
ธรรมจักรและพระพิมพ์ดินเผา ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับศิลปกรรมทวารวดีจากเมืองโบราณนครปฐมและเมืองโบราณคูบัวใน
จังหวัดราชบุรี
ระยะที่ ๔ สมัยทวารวดีตอนกลาง ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือ ๑๔ - ๑๕
นับเป็นยุคสมัยที่เมืองอู่ทองเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด มีการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมตามคติของพระพุทธศาสนานิกาย
มหายานภายใต้อิทธิพลจากศิลปะอินเดียสมัยปาละและศิลปะศรีวิชัย และมีหลักฐานการติดต่อกับต่างถิ่นที่อยู่ไกลออก
ไปตามเส้นทางการค้าทางทะเล ทั้งกับประเทศจีนและดินแดนตะวันออกกลางทั้งยังได้พบหลักฐานของการผลิตลูกปัดแก้ว
และการถลุงเหล็กที่แหล่งโบราณคดีเนินพลับพลาอีกด้วย
ระยะที่ ๕ สมัยทวารวดีตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ หรือ ๑๗
เป็นยุคเสื่อมของเมืองอู่ทองเพราะพบหลักฐานโบราณคดีและศิลปกรรมไม่มากนัก โดยเมืองอู่ทองน่าจะถูกทิ้งร้างไปในช่วง
ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ หรือ ๑๗ โดยไม่ปรากฏหลักฐานหรืองานศิลปกรรมแบบเขมรในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เลย
ประเด็นส�าคัญที่ได้จากการวิจัยคือ เมืองโบราณอู่ทองมีความเจริญสูงสุด ๒ ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนสมัยทวารวดี ประมาณ
พุทธศตวรรษที่ ๗ - ๑๑ และช่วงสมัยทวารวดีตอนกลาง ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือ ๑๔ - ๑๕ โดยเมืองโบราณ
อู่ทองไม่น่าจะมีฐานะเป็นศูนย์กลางการปกครองและศูนย์กลางทางศาสนาในช่วงสมัยทวารวดีตอนต้น เพราะมีหลักฐานด้าน
จารึกและงานศิลปกรรมน้อยกว่าที่เมืองโบราณนครปฐมอย่างชัดเจน ส่วนในช่วงสมัยทวารวดีตอนกลางนั้นถือว่าเป็นยุค
รุ่งเรืองสูงสุดของเมืองโบราณอู่ทอง เพราะพบหลักฐานทางโบราณคดีหลากหลายประเภท รวมทั้งมีการสร้างงานศิลปกรรม
เป็นจ�านวนมาก แต่หลักฐานศิลปกรรมส่วนใหญ่กลับสร้างขึ้นเนื่องในคติของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน อันเป็นผลมา
จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงไปกับเส้นทางการค้าและการแพร่หลายวัฒนธรรมทางทะเล
ผลการวิจัยที่ได้ค้นพบว่าพระพุทธศาสนานิกายมหายานและเครือข่ายการค้าทางทะเลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อ
ชุมชนโบราณที่เมืองอู่ทองในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๕ นี้ นับว่าเป็นประเด็นส�าคัญต่อการศึกษาในอนาคต
เกี่ยวกับโบราณคดีและศิลปะสมัยทวารวดี เพราะข้อค้นพบที่ได้จากเมืองโบราณอู่ทองนี้ยังมีความสอดคล้องกับการค้นพบ
ณ แหล่งโบราณคดีอื่น ๆ ในช่วงร่วมสมัยกันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเมืองโบราณนครปฐมซึ่งมีการขุดค้นอย่าง
เป็นระบบใน พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๕๓ (สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง, ๒๕๕๓) เมืองโบราณดงละคร (ธงชัย สาโค, ๒๕๕๖) หรือการ
ค้นพบแหล่งเรือจมพนมสุรินทร์ที่อ�าเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นเรือส�าเภาแบบอาหรับที่ก�าหนด
อายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ (ปรียานุช จุมพรม, ๒๕๕๗) รวมถึงการศึกษาวิจัยโบราณสถานเขาคลังนอก ณ
เมืองโบราณศรีเทพ อ�าเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
134 ๑๓๔

