Page 227 - งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9
P. 227
งานโบราณคดีใต้ร่มพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ ๙
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเล็งเห็นถึงความส�าคัญของการใช้วิทยาศาสตร์
รวมถึงการบูรณาการศาสตร์ร่วม หรือการเป็นสหวิทยาการ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์
ดังตัวอย่างพระบรมราโชวาท พระราชด�ารัส และพระราชด�าริที่ได้ยกมาในบทวิทยาศาสตร์กับงานโบราณคดีในสมัย
รัชกาลที่ ๙ ที่เป็นแนวทางส�าคัญในการพัฒนาการศึกษาทางด้านโบราณคดี และการอนุรักษ์ทั้งทางตรง และทางอ้อม
การศึกษาทางด้านโลหะวิทยาสมัยโบราณ หรือที่เรียกในชื่อเฉพาะว่า “โบราณโลหะวิทยา (archaeometallurgy)”
เป็นอีกหนึ่งสาขาวิชาย่อยของโบราณคดีที่พัฒนาขึ้นจากการบูรณาการศาสตร์ทางด้านมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ เข้า
กับวิทยาศาสตร์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโลหะสมัยโบราณ เช่น แร่ เตาถลุง ตะกรัน
เบ้าหลอม แม่พิมพ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องประดับ ซึ่งพบในดินแดนประเทศไทยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ตอนปลายเป็นต้นมา
การศึกษาค้นคว้าด้านนี้ในประเทศไทยเติบโต และมีพัฒนาการตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในบทความนี้จะกล่าวถึงในภาพรวมเกี่ยวกับการศึกษา และองค์ความรู้ทางด้านนี้
เน้นช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ผ่านผลการศึกษาที่เกิดจากการท�างานของภาควิชาโบราณคดี หรือ-ภาควิชา
มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัย
ความหมายของโบราณโลหะวิทยา
โบราณโลหะวิทยาเป็นสาขาวิชาที่พัฒนาขึ้นในซีกโลกตะวันตกช่วงประมาณพ.ศ. ๒๕๐๓ โดยกลุ่มนักโลหะวิทยา
(metallurgists) ที่มีความสนใจในเชิงเทคนิคของโบราณวัตถุประเภทโลหะ เช่น ท�าจากโลหะชนิดใด ท�าขึ้นมาด้วยวิธีใด
คุณสมบัติของโลหะเป็นอย่างไร วัตถุดิบมาจากที่ใด และวัตถุพบที่ใดบ้าง ซึ่งน�าไปสู่การสืบค้นประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี
การใช้โลหะของมนุษย์ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ทางด้านโลหะวิทยา ร่วมกับวิธีการในงานโบราณคดี
ในช่วงเวลาต่อมาการศึกษาด้านนี้ผสานแนวคิดทางด้านโบราณคดี และมานุษยวิทยามากขึ้น โดยเฉพาะการแปลความ
เทคโนโลยีในเชิงมานุษยวิทยา มากกว่าสนใจเพียงเฉพาะรูปแบบ หรือข้อมูลเทคนิคพื้นฐานเท่านั้น กล่าวคือพยายามมอง
ถึงมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังวัตถุทางวัฒนธรรมด้วย ท�าความเข้าใจถึงประวัติของตัววัตถุ (life cycle of objects) ว่าสัมพันธ์กับ
กระบวนการใด ตั้งแต่การผลิต การถูกทิ้ง จนกลายเป็นหลักฐานทางโบราณคดี ท�าความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
มนุษย์ หรือสังคมกับโลหะ และอธิบายวิธีคิด ทางเลือก (choices) หรือข้อจ�ากัด (constraints) ของมนุษย์ในอดีตในการ
ผลิต และใช้โลหะ ที่มีขึ้นภายใต้อิทธิพลทางธรรมชาติ (physicochemical influence) และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
เช่น โครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือความเชื่อ ที่ส่งผลต่อเทคโนโลยีโลหะ
ปัจจุบันแนวทางการศึกษาทางด้านโบราณโลหะวิทยาครอบคลุมทั้งการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับ
โลหะในเชิงเทคนิค เช่น วัสดุที่ใช้ผลิต คุณสมบัติของวัตถุ เทคนิคหรือวิธีการที่ใช้ในการผลิต กระบวนการหรือขั้นตอนการ
ผลิต และการใช้งาน เป็นต้น และการศึกษาในเชิงสังคม เช่น บทบาท และคุณค่าของโลหะ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลหะ
กับสังคม เป็นต้น ในการอธิบายความข้างต้นนี้จะพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางโบราณคดีด้านอื่นๆที่มีความสัมพันธ์กับหลัก
ฐานทางโบราณคดีประเภทโลหะเสมอ เช่น ข้อมูลจากการส�ารวจ หรือขุดค้น อายุสมัย สิ่งแวดล้อม สภาพ หรือโครงสร้าง
สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ เศรษฐกิจ การเมือง และยังแปลความร่วมกับแนวคิดทางโบราณคดี หรือศาสตร์อื่นๆ เช่น
การเมือง เศรษฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
ผลการศึกษาที่ได้จากการวิเคราะห์ตามแนวทางข้างต้นช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับการผลิต (production) และใช้โลหะในสมัย
โบราณ (use and consumption) รวมถึงประเด็นเกี่ยวข้องประการต่างๆ เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลหะที่เกิดขึ้นในอดีต
การจัดแบ่งพื้นที่ท�างาน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต วิธีคิด การตัดสินใจ หรือข้อจ�ากัดของช่างผลิต ที่มา พัฒนาการ
หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี โครงสร้างการจัดการการผลิต (social organisation of production) ความสัมพันธ์
ของช่างกับชุมชน การกระจายตัวขององค์ความรู้ หรือวัตถุ สถานะของโลหะในโครงสร้างสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์กับชุมชน หรือกลุ่มคนอื่นๆ การติดต่อแลกเปลี่ยน เศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy) ผลกระ
ทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพที่เกิดจากการผลิต และใช้โลหะ หรือแม้แต่เรื่องของความหมายเชิงสัญญะของโลหะ
เป็นต้น
ทั้งนี้หัวข้อการศึกษาทางโบราณโลหะวิทยาแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ตามหลักฐานทางโบราณคดี และประเด็นศึกษา
ที่เกี่ยวข้อง คือ
การศึกษาการผลิตโลหะขั้นต้น (primary metal production) หรือการศึกษาด้านโลหกรรม หรือที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอน
การเปลี่ยนจากแร่ (ores) ให้เป็นโลหะพื้นฐาน (raw metals) ที่เป็นวัตถุดิบส�าหรับท�าวัตถุต่อไป โดยศึกษาเทคโนโลยี และ
กระบวนการท�าเหมืองแร่ (mining) และการถลุงแร่ (smelting) จากหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้อง เช่น พื้นที่ท�าเหมือง
และเตรียมแร่สมัยโบราณ อุโมงค์ หรือปล่องเหมือง หางแร่ หรือมูลแร่ (tailing) เครื่องมือที่ใช้ส�าหรับรวบรวมแร่ เป็นต้น
พื้นที่ถลุงแร่ ที่พบหลักฐาน เช่น เศษแร่ เศษถ่าน เตาถลุงแร่ (furnace) เบ้าหลอม (crucible) ตะกรัน (slag) เศษโลหะ
พื้นฐาน ท่อลม (tuyère) ที่สูบลม (bellow) เครื่องมือ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
๒๒๗
227

