Page 264 - ตำราโบราณคดีอินเดีย
P. 264

โบราณคดีอินเดีย | 256








                                  การไม่นุ่งผ้าเพื่อเป็นการทรมานร่างกายต้องทนต่อความหนาวร้อนของอากาศ (ทุกร-
                       กิริยา) และยังถือว่าเป็นการสละทุกอย่างแม้กระทั่งความอายก็ไม่มี (ความอายเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง)

                       การทรมานร่างกายเพราะถือว่า ร่างกายเป็นที่อยู่ของกิเลส เป็นที่กักขังกิเลส
                                  เนื่องจากเป็นศาสนาที่เข้มงวด โดยเฉพาะหลักอหิงสา ศาสนิกชนเชนจึงไม่สามารถอาชีพ

                       บางอย่างได้ เช่น ขายเนื้อสัตว์ ฟอกหนัง ประมง กสิกรรม ทหาร  อาชีพที่สามารถทําได้ เช่น รับจ้าง

                       และค้าขาย ซึ่งทําได้ดีมีความซื่อสัตย์ หลายคนกลายเป็นเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในอินเดีย


                        ัท ิอชีวิกะ (Ajivikas)
                                  เป็นลัทธิโบราณลัทธิหนึ่ง อยู่ร่วมสมัยกับพุทธศาสนาและศาสนาเชน

                                    ้ก่อตั้ง คือ โกศล มักขลิ (Kosala  Makkhali)  ซึ่งเป็นเพื่อนกับมหาวีระ แต่ภายหลัง
                       มีข้อพิพาทกับมหาวีระที่เมืองสาวัตถี โกศล มักขลิ ตายในป  487 ก่อนคริสตกาล (พ.ศ. 56)

                                  หลังสมัยของโกศล มักขลิ ผู้ก่อตั้ง สาวกรุ่นหลังลงมาได้นําแนวคิดของลัทธิเข้า

                       ผสมผสานกับแนวคิดของอาจารย์ในลัทธิอื่น เช่น ปุราณะ กาศยปะ (Purana  Kasyapa)  แห่งลัทธิ
                       antinomian และปกุธะ กาตยายนะ (Pakudha Katyayana) แห่งลัทธิ atomist ตั้งเป็นลัทธิอชีวิกะ

                                  ลัทธินี้เจริญรุ่งเรืองในสมัยโมริยะ จารึกที่เทือกเขาบาราบาร์กล่าวถึงการที่พระเจ้าอโศก
                       โปรด  ให้สร้างศาสนสถานในถ้ําให้แก่นักบวชลัทธิอชีวิกะ เช่นเดียวกับจารึกที่เทือกเขานาคารชุนิ

                       ที่กล่าวถึงการอุทิศถ้ํา 3 ถ้ําแด่นักบวชในลัทธินี้ โดย “ทศรถ” โอรสของพระเจ้าอโศก

                                  หลังจากนั้นลัทธินี้ก็ค่อย ๆ เสื่อมลง ยังคงปราก อยู่เฉพาะบางเมืองสําคัญ ๆ เช่น
                       ทางตะวันออกของไมซอร์และบริเวณติดกับมัทราส แต่ลัทธินี้ก็ยังคงมีอยู่ถึงราวคริสตศตวรรษที่ 14

                       หลังจากนั้นก็ไม่มีการกล่าวถึงอีก

                                  คั  ีร  มีคัมภีร์ของลัทธิแต่ไม่ปราก ตกทอดลงมาถึงปัจจุบัน เราได้ทราบเรื่องราวของ
                       ลัทธินี้จากวรรณกรรมในพุทธศาสนาและศาสนาเชน (เช่น อังกุตตรนิกาย อรรถกถาของพระพุทธ
                                                                                                     32
                       โ ษาจารย์ คัมภีร์มหาวงศ์ ทิวยาวทาน ในพุทธศาสนาและ ภควติ สูตร ของศาสนาเชน เป็นต้น)
                                  ห ักการของ ัท ิ เป็นลัทธิที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า มีความคล้ายคลึงกับศาสนาเชน ยึดถือ

                       การป ิบัติตนในลักษณะของนักพรตหรือฤ ษีอย่างเคร่งครัด  นักบวชเปลือยกายทั้งหมด  บริโภค

                       อาหารแต่น้อย ยึดหลักอหิงสาแต่ไม่เท่านักบวชเชน (เพราะอนุญาตให้บริโภคเนื้อสัตว์ได้)
                                  ไม่มีการแบ่งชั้น-วรรณะ นักบวชและ ราวาสมาจากทุกชนชั้นในสังคม











                        32 Singh : pp.302-303.
   259   260   261   262   263   264   265   266   267   268   269