Page 327 - วัชรยานยันตระ
P. 327
ศูนย์กลางส าคัญของพวกอรี อยู่ที่หมู่บ้านถมาหติ (Thamahti) บน
เขาโปปา (Popa) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพุกาม ศูนย์กลางอีกแห่งหนึ่ง คือ ที่
หมู่บ้านมินนันถู (Minnanthu=ในพงศาวดารเรียกว่า Thamahti) โดยมีผู้น า
คือ พระเถระมหากัสสปะ (Shyan Mahakassapa) ผู้มีชื่อเสียงที่สุดในช่วง
พุทธศตวรรษที่ 18 ท่านมีความรู้เกี่ยวกับพระไตรปิฎกเป็นอย่างดีเทียบเท่า
พระมหากัสสปะในสมัยของพระพุทธองค์ ประวัติและเรื่องราวของท่าน
ปรากฏอยู่ในจารึก Kyaukyit Shwepaunglaung ระบุ พ.ศ. 1931 (Than
Tun, 1988: 98)
ในพงศาวดารฉบับหอแก้วกล่าวว่า ตั้งแต่ก่อนกลางพุทธศตวรรษที่
15 พวกอรีมีอ านาจมาก แต่ในสมัยของพระเจ้าอนิรุทธในพุทธศตวรรษที่ 17
พระองค์ไม่พอพระทัยเพราะทรงเลื่อมใสในนิกายเถรวาทบริสุทธิ์จากเมือง
สะเทิม (Muang Tin Pe and Luce, 1976: 39) อย่างไรก็ตามลัทธินี้ก็ยังคง
เจริญอยู่และแพร่หลายออกไปยังเมืองอื่น เช่น อังวะ (Ava) และสัคแคง
(Saggaing) จารึกนันทมันยะ (Nandamanna) พ.ศ. 1791 มีการกล่าวถึงการ
ถวายสิ่งของแด่พระสงฆ์ซึ่งในบรรดาของเหล่านั้นมีสุราด้วย ภาพจิตรกรรม
แบบตันตระปรากฏที่วัดนี้รวมถึงพุทธสถานในกลุ่มปยะถนซู (Paya-thon-
zu) แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของนิกายตันตระที่พุกาม พุทธสถานเหล่านี้
ตั้งอยู่ท่ามกลางอรัญวาสี ซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้ที่นับถือลัทธิอรี จนกระทั่ง
พุทธศตวรรษที่ 23 ก็ยังมีการกล่าวถึงพวกอรีที่ยกทัพเรือจากอังวะมาต่อสู้
กับพวกตะเลง (Ray, 1936: 67)
ส่วนคัมภีร์ศาสนวงศ์ที่กล่าวถึง “สมณกุฏฏกะ (Samanakuttakas)”
อันหมายถึง “พระสงฆ์เทียม” นั้นก็คงหมายถึง “อรี” เนื่องจากนักบวชใน
นิกายนี้สามารถเสพเมถุนและดื่มสุราได้ ลัทธิอรีไม่เข้มงวดในพระวินัย
เหมือนพระสงฆ์ในศรีลังกา ตามหลักธรรมของลัทธิอรีบุคคลสามารถไถ่บาป
จากการท าอนันตริยกรรมผู้อื่นหรือบิดามารดาได้โดยการสวดพระปริตร
(Muang Tin Pe and Luce, 1976: 70-71) (Ray, 1936: 68)
317

