Page 408 - ตำราโบราณคดีอินเดีย
P. 408
โบราณคดีอินเดีย | 400
า ตยกรร ที เ อง เน วร (Bhubaneshwar) (คริ ต ตวรร ที 8-13/ ท ตวรร ที 13-18)
เทวาลัยส่วนใหญ่สร้างด้วยหินทรายสีอ่อน ส่วนฐานรากและกําแพงล้อมรอบเท่านั้นที่ใช้ศิลา
แลงสีแดงเข้ม หลังคาส่วนใหญ่เป็นทรงศิขรสูง บางหลังสูงถึง 45 เมตร
แม้ว่าสถาปัตยกรรมที่ภูพเนศวรจะไม่มีลักษณะที่ย้อนไปถึงสมัยคุปตะ แต่ลักษณะของ
ประติมากรรมบางชิ้น เช่น อุมา-มเหศวร การัตติเกยะ คเณศ และปารวตี ก็แสดงให้เห็นเค้าของศิลปะคุปตะ
ศิลปกรรมส่วนใหญ่สร้างขึ้นรองรับลัทธิไศวนิกายและศักติเรื่อยมา จนกระทั่งการเจริญขึ้นของลัทธิไวษณพ
นิกายในคริสต์ศตวรรษที่ 13 (พุทธศตวรรษที่ 18)
เอกามระ-ปุราณะ (Ekamra-Purana) กล่าวว่า ในราวครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 7
(พุทธศตวรรษที่ 12) กษัตริย์เกาฑะ ทรงพระนามว่า ศศางกะ (Sasanka) ผู้นับถือไศวนิกายสามารถ
ยึดครองกลิงคะได้บางส่วน รวมถึงกองคะทะ (Kongada) ได้สร้างเทวาลัยพระศิวะขึ้นเป็นครั้งแรกที่
ตริภูวเนศวร ลัทธิที่นําเข้ามาและเปลี่ยนความเชื่อของชาวพื้นเมืองรวมถึงเป็นพื้นฐานในการก่อสร้าง
เทวาลัยนี้คือลัทธิปาศุปตะ ซึ่งมีลากุลีศ (Lakulisa) ซึ่งเป็นคุรุของไศวะเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เทวาลัยยุคแรก
ที่ภูพเนศวรจะเต็มไปด้วยรูปของคุรุผู้นี้ (ซึ่งต่อมาถูกทําให้เป็นเทพ) ลัทธินี้น่าจะเข้ามาแล้วตั้งแต่ราว
คริสต์ศตวรรษที่ 5 (พุทธศตวรรษที่ 10) ในเมืองภูพเนศวร ในช่วงนั้นลัทธิศาสนาที่แข่งขันกันอยู่คือ
พุทธศาสนา จึงทําให้มีการสร้างภาพที่คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้า เช่น สร้างรูปลากุลิศในปาง
ธรรมจักร-ประวรรตน-มุทรา เลียนแบบพระพุทธรูปปางมหาปา ิหาริย์ โดยทําภาพลากุลิศประทับนั่ง
88
บนดอกบัวบานพร้อมด้วยสานุศิษย์ที่นั่งบนดอกบัวเช่นกัน มีนาคอยู่ที่ด้านข้างของก้าน
อาจเป็นไปได้ว่าเทวาลัยรุ่นแรกสุดสร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าไศโลทภวะ(Sailodbhavas) ผู้
ซึ่งก่อนหน้านี้ราวตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 7 (พุทธศตวรรษที่ 12) ยังเป็นเพียงข้าราชสํานักของกษัตริย์
เกาฑะ (Gauda king)
ในราชวงศ์คงคา มีการสร้างศาสนสถานจํานวนมาก ในราวตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่
12 (พุทธศตวรรษที่ 17) จารึกบนกําแพงของอาคารชคโมหนะของเทวาลัยลิงคราช กล่าวถึงการที่
กษัตริย์อนันตวรรมัน โฉฑคงคา (Anantavarman Chodaganga A.D. 1078-1150) แห่งราชวงศ์คง-
คา (Ganga) อนุญาตให้หมู่บ้านเป็นผู้ดูแลการจุดไฟตะเกียงในเทวาลัย กฤตติวาส (Krittivasas – ชื่อ
เดิมของลิงคราช)
88
Mitra : pp.10-11.

