Page 409 - ตำราโบราณคดีอินเดีย
P. 409
โบราณคดีอินเดีย | 401
า ตยกรร
ศาสตร์และกฎเกณฑ์ในการสร้างสถาปัตยกรรมของโอริสสาที่เป็นลายลักษณ์อักษรยังคง
เหลืออยู่ นอกจากนี้ในบางตระกูลที่เป็นสถาปนิกก็มีการถ่ายทอดความรู้จากพ่อสู่ลูก
ในทางสถาปัตยกรรมนั้น ศาสนสถานหรือเทวาลัย ประกอบด้วย 3 ส่วน อย่างกว้าง ๆ
89
คือ (ภาพที่ 8.159)
- เรข (rekha)
- ป ฐะ (pidha)
- ขขรา(khakhara)
สําหรับสถาปัตยกรรมแบบโอริสสานั้น 2 ส่วนแรกคือเรขและป ฐะ มักจะอยู่คู่กันโดย
ประกอบกันเป็นผังของสถาปัตยกรรมหนึ่งชุด นั่นคือ
1. ส่วนครรภคฤหะ (santrum) ที่มีส่วนยอดเป็นเส้นโค้ง เรียกรวมกันว่า deul
90
(บางทีเรียกว่า bada deul) หรือ rekha deul (อาคารที่มีผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส)
2. ส่วนมุขด้านหน้าเรียกว่าชคโมหนะ หรือมุขศาลา (jagamohana or mukha-
sala) (บางครั้งรู้จักกันในชื่อ bhadra deul (auspicious temple) หรือ pidha deul (อาคารมุข
ศาลา) หลังคามีลักษณะเด่นคือเป็นทรงป รามิด (ลดขนาดเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป)
ดังนั้นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของเทวาลัยแบบโอริสสาก็คือการนํา 2 ส่วนมาผสมผสานกัน
คือส่วนของครรภคฤหะ (cella) ที่มักมีขนาดเล็กกว่ามุข เนื่องจากส่วนของครรภคฤหะ (cella) นั้นเป็นที่สถิต
ของเทพ และที่ทําพิธีกรรม ส่วนที่เป็นมุข (porch) นั้นเป็นที่สําหรับผู้มาสักการะนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ ต่อมา
มีการเพิ่มอาคารขึ้นบนแกนเดียวกันนี้เรียกว่า นา มณเฑียร (นา มณฑป) (nata-mandira) (สถานที่จัดงาน
รื่นเริง-การแสดง) และโภค-มณฑป (bhoga-mandapa) หรือ ห้อง (โถง) สําหรับถวายเครื่องสักการบูชา (hall
91
of offering)
ผังของเรข (rekha deul) และป ฐะ (pidha deul) เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ด้านนอกมี
ส่วนที่ยื่นออกไป (projection) โดยในช่วงต้นจะมีส่วนที่ยื่นออกไปเพียงแนวเดียวตรงกลาง ทําให้ผนัง
ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน (เรียกว่า rathakas or pagas) ผังแบบนี้เรียกว่า ตรี-รถะ (tri-ratha) ในสมัยต่อมา
มีการเพิ่มส่วนที่ยื่นออกไปเป็นปัญจ-รถะ และสัปต-รถะ (pancha-rarha, sapta-ratha) ส่วนที่ยื่น
92
ออกมาทําให้เกิดพื้นที่แบนและเกิดแสง-เงา (ภาพที่ 8.160)
89 Mitra : p.14.
90 Stierlin, Henri, Architecture Universelle: Inde Bouddhique, hindoue et Jaina (Italie: Office du livre, 1968), p.188.
91
Mitra : p.14.
92 Mitra : p.16.

