Page 278 - จากชีวกโกมารภัจจ์ถึงไภษัชยคุรุ
P. 278
270
ยิ่งเมื่อทำการศึกษาคติความเชื่อและลักษณะทางประติมานวิทยาของพระไภษัชยคุรุในดินแดน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต7 คือ ประเทศกัมพูชา ที่ปรากฎแพร<หลายอย<างมากในสมัยของพระเจ7าชัยวรมันที่
7 ก็จะเห็นความแตกต<างอย<างชัดเจนกับที่ปรากฏในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย<างยิ่งลักษณะพื้นฐานที่
ปรากฎอยู<ในคัมภีรEหรือตำราทางประติมานวิทยา ที่กล<าวว<าพระองคEมักจะถือ “หม7อยา” อยู<ในพระหัตถE
ที่ประสานกันบนพระเพลา จนทำให7เกิดความสับสนในการตีความมาเปQนเวลานาน โดยเชื่อกันว<า
พระพุทธรูปนาคปรกที่มีวัตถุบางสิ่งอยู<ในพระหัตถEที่ประสานกันบนพระเพลา หมายถึงพระไภษัชยคุรุ
(ซึ่งต<อมาได7รับการตีความว<าอาจหมายถึง “พระชัยพุทธมหานาถ) ในขณะที่รูปเคารพที่ถือกระดิ่งและ
วัชระซึ่งพบจากอาโรคยศาลาาก็ได7รับการตีความว<าคือ “วัชรธร” และรูปเคารพที่ถือกลักหรือ (หม7อยา)
ในพระหัตถEที่ยกขึ้นเหนือพระนาภีก็ได7รับการตีความว<าคือ “วัชรธร”
แต<จากการศึกษาข7อมูลต<าง ๆ ที่ได7จากการขุดค7น ขุดแต<ง ประกอบกับข7อมูลที่เปQนลายลักษณE
อักษร คือ จารึกของพระเจ7าชัยวรมันที่ 7 (ดังที่ได7นำเสนอมาในบทที่ 6) ชี้ให7เห็นค<อนข7างชัดเจนถึง
ลักษณะทางประติมานวิทยาของพระไภษัชยคุรุ และโพธิสัตวEบริวาร ในรูปแบบของกัมพูชา โดยเฉพาะ
อย<างยิ่งหลักฐานโบราณคดีที่พบจากการขุดแต<งอาโรคยศาลาของพระเจ7าชัยวรมันที่ 7 ในประเทศไทยที่
ได7พบรูปเคารพ 3 องคE (ในอาโรคยศาลาหลังเดียวกัน แม7ว<าจะไม<ได7พบประทับนั่งอยู<เคียงกัน) อีกทั้งยัง
ได7พบฐานประดิษฐานรูปเคารพ 3 องคE ในปราสาทประธาน อันเปQนการสนับสนุนหลักฐานจากจารึกของ
พระเจ7าชัยวรมันที่ 7 ที่กล<าวถึงการประดิษฐานรูปเคารพของพระไภษัชยคุรุและโพธิสัตวEบริวารไว7ในอา
โรคยศาลาของพระองคE สิ่งนี้น<าจะเปQนหลักฐานได7อย<างชัดเจนที่แสดงให7เห็นถึงลักษณะทางประติมาน
วิทยาของพระไภษัชยคุรุในวัฒนธรรมเขมร และผลจากการศึกษาฉบับนี้ก็ชี้ให7เห็นค<อนข7างชัดเจนว<า
เหตุใดพระไภษัชยคุรุจึงมีลักษณะคล7ายวัชรธร อันสะท7อนให7เห็นถึงความสัมพันธEอย<างชัดเจนกับ
พุทธศาสนานิกายวัชรยานตันตระที่เฟwxองฟูอยู<ในเขมรในเวลานั้น
การนับถือพระไภษัชยคุรุในป^จจุบัน
ในปkจจุบันคติความเชื่อเกี่ยวกับพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ7าแพทยEที่ปรากฎอยู<ในดินแดนเอเชีย
(จีน ญี่ปุ[น เกาหลี) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต7 น<าจะได7รับแนวคิดและคติความเชื่อจากพุทธศาสนา
มหายานแบบจีนในช<วงหลังลงมา และมีลักษณะทางประติมานวิทยาที่อยู<ในกรอบของตำราหรือคัมภีรE
ทางประติมานวิทยาที่เกิดขึ้นในภายหลัง (คือการถือหม7อยา)

