Page 275 - จากชีวกโกมารภัจจ์ถึงไภษัชยคุรุ
P. 275

267






                     ข7อสันนิษฐานที่ว<า แนวความคิดในการนับถือพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ7าแพทยE ซึ่งเปQนที่นิยมในเขมร

                     สมัยพระเจ7าชัยวรมันที่ 7 นั้นจะเข7ามาพร7อมกับพุทธศาสนาวัชรยานตันตระ จากเนปาลได7หรือไม<

                            ในบทความของ Sharrock (Sharrock, 2007)  ได7ชี้ให7เห็นถึงความคล7ายคลึงกันของพุทธ
                     ตันตระในเนปาลกับเขมร โดยใช7หลักฐานโบราณคดีหลายอย<าง ตัวอย<างเช<น

                            1)  การให7ความสำคัญกับ วัชรสัตวEและวัชรธร โดย Sharrock มีความเห็นว<า แนวคิดอาทิพุทธ

                                (วัชรธร วัชรสัตวE แห<งวัชรธาตุมณฑล) เปQนที่แพร<หลายหรือเปQนแนวคิดพื้นฐานร<วมกันของ
                                ศิลปกรรมที่เนปาลและเขมร ดังที่ Davis Gellner กล<าวว<า วัชรสัตวEเปQนทั้งคุรุของนักบวช

                                วัชรจารยะและเปQนเทพในลัทธิลึกลับ (esoteric deity = ตันตระ) ซึ่งเปQนความจริงสูงสุด
                                (absolute) (Gellner, 1992: 150 อ7างถึงใน Sharrock, 2007: 256)

                            2)  พิธีกรรมตันตระ – ชาวเนปาลมีพิธีกรรม “คุรุมณฑล” มีการสวดมนตรEบูชาวัชรสัตวE โดยมี

                                จักร-สังวรเปQนประธาน เช<นเดียวกับที่ได7พบภาพสลักที่ระเบียงคดชั้นนอกทางตะวันออก
                                ของบายน (Sharrock, 2007: 256)

                            3)  การรักษาโรคโดยใช7การท<องมนตรEเข7ามาประกอบมีความคล7ายคลึงกัน และที่น<าสนใจที่สุด
                                คือ “ดวงตาอาทิพุทธ” ที่ปรากฎบนสวยัมภูเจดียEที่กาฎมัณฑุ (ซึ่งนักวิชาการบางท<าน

                                ตีความว<าคือ  วัชรสัตวE) กับปราสาทหน7าบุคคล (tour de visage) ที่บายน โดย Jean

                                Filliozat และ B.P. Groslier เคยกล<าวไว7ว<าน<าจะได7รับแรงบันดาลใจมาจากพวก “วัชรา
                                จารยะ – นักบวชในนิกายตันตระ” ที่หนีภัยมาจากพิหารและเบงกอลเมื่อถูกมุสลิมรุกราน

                                ซึ่งคนเหล<านั้นได7เดินทางไปยังเนปาล (และตั้งราชวงศE Malla) และคงเข7ามาแถบเอเชีย

                                ตะวันออกเฉียงใต7ด7วย
                            เมื่อมุสลิมรุกรานอินเดียแถบลุ<มแม<น้ำคงคา ในคริสตศตวรรษที่ 12  พวกมหันตา (Mahanta)

                     หรือนักบวชในนิกายตันตระ (วัชราจารยะ) (ซึ่งศูนยEกลางของพุทธตันตระในอินเดียช<วงคริสตศตวรรษที่
                     12 คือ นาลันทา วิกรมศิลา และโอทันตปุรี) ได7เดินทางไปยังแถบหิมาลัย ซึ่งตารนาถ (Taranatha ค.ศ.

                     1575-1634) ได7บันทึกไว7ว<า พวกนี้ได7เดินทางไปสู<เอเชียตะวันออกเฉียงใต7ด7วย ซึ่งน<าจะเปQนแถบอารกัน

                     (Arakan) พุกาม (Pagan) และ หริปุณยะ(Haripunya) ? (Sharrock, 2007: 254) (สำหรับเมือง
                     หริปุณยะนี้ Mr.Palit นักโบราณคดีอินเดีย กล<าวว<าอยู<ในบังคลาเทศ – จากการสัมภาษณEส<วนบุคคล)

                            แม7ไม<มีหลักฐานว<าดวงตาที่ปรากฎบนสถูปที่กาฏมัณฑุนี้ทำขึ้นเมื่อไหร< โกรลิเยรEกล<าวว<า สถูปนี้
                     ได7รับการปฏิสังขรณEราวคริสตศตวรรษที่ 12 เมื่อชาวพุทธที่นี่ได7รับการสนับสนุนจากชาวพุทธที่มาจาก

                     พิหาร (นักวิชาการหลายท<านเห็นตรงกันว<า กาฏมัณฑุอยู<ภายใต7อิทธิพลของวัชราจารยะ) (ซึ่งอยู<ใน

                     ช<วงเวลาใกล7เคียงกับที่ปรากฎปราสาทที่มีหน7าบุคคลที่เขมร) ซึ่งนักวิชาการส<วนใหญ<ตีความว<าหมายถึง
                     อาทิพุทธ ดังนั้นจะเห็นว<ากระแสความนิยมหรือแนวคิดเกี่ยวกับดวงตานี้ เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล7เคียง

                     กันทั้งในเนปาลและเขมร หากเขมรไม<ได7รับจากเนปาล จะเปQนไปได7หรือไม<ที่ทั้งสองแห<งได7รับมาจากที่

                     เดียวกันในระยะเวลาใกล7เคียงกัน และที่นั่นจะหมายถึงพิหารได7หรือไม< ? หากแต<พิหารไม<ปรากฎ
   270   271   272   273   274   275   276   277   278   279   280