Page 232 - วัชรยานยันตระ
P. 232
(พ.ศ. 1170) นอกจากนี้จัมปาและกัมพูชายังมีความสัมพันธ์ทางการ
เสกสมรสด้วย
ต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ศูนย์กลางอาณาจักรจัมปาเคลื่อนย้ายไป
ทางใต้สู่เมืองปาณฑุรังคะ (ผันรัง) พ.ศ. 1317 ในรัชกาลของพระเจ้าสัตย
วรมัน กองทัพชวาเข้ามารุกรานอาณาจักรจัมปาได้ท าลายศาสนสถานของ
ปราสาทโพนคร ณ เมืองญาตรัง และเข้ามาโจมตีอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 1330
ได้ท าลายเทวาลัยพระภัทราธิปตีศวร (สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2549: 129)
ส่วนทางภาคเหนือ ใน พ.ศ. 1418 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ทรงตั้ง
ราชวงศ์ใหม่ขึ้นปกครอง ณ เมืองอินทรปุระ ในสมัยของพระองค์
พระพุทธศาสนาเฟื่องฟู พระองค์ทรงสร้างพุทธสถานขนาดใหญ่ซึ่งเป็น
หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพระพุทธศาสนามหายานในจัมปา พุทธสถานแห่ง
นี้คือ วัดลักษมีนทรโลเกศวร (คือซากโบราณสถานที่ดงเดืองทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหมี่เซิน) พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ทรงมีพระนาม
หลังสิ้นพระชนม์ว่า “ปรมพุทธโลกะ” (สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2549: 130)
จากการติดต่อสัมพันธ์กับชวาซึ่งเป็ นศูนย์กลางทา ง
พระพุทธศาสนามหายานแบบตันตระที่ส าคัญของราชวงศ์ไศเลนทร์ในช่วง
พุทธศตวรรษที่ 14-15 อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานการติดต่อสัมพันธ์ของ
ขุนนางผู้ใหญ่ของจัมปาเพื่อไปแสวงบุญ (สิทธิยาตรา) ที่เกาะชวา (ยวทวีปะ)
ท าให้จัมปาได้รับอิทธิพลทางแนวคิดของพระพุทธศาสนาวัชรยานตันตระ
รวมถึงรูปแบบทางศิลปะมาจากชวา ดังปรากฏหลักฐานศาสนสถานที่
ดงเดือง (กวงหมี (Khuong –my) และหมีเซิน) (สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2549: 131)
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของวัชรยานตันตระอย่างชัดเจน
หลักฐานโบราณคดีในจัมปา แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของ
วัชรยานตันตระที่เน้นการท าสมาธิและการท่องมนตร์ นอกจากพระพุทธรูป
และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแล้ว ยังปรากฏจารึกที่กล่าวถึงพระวัชรปาณี
และพระไวโรจนะ โดยที่พระวัชรปาณีเป็น “ผู้เป็นใหญ่แห่งความลึกลับ”
222

