Page 233 - วัชรยานยันตระ
P. 233
ผู้ซึ่งสามารถน ามนุษย์ไปสู่การหลุดพ้นได้ รวมทั้งชี้น า “แนวทางแห่งวัชระ”
หรือวัชรยาน ส่วนพระไวโรจนะเป็นผู้มอบ “วัชระ” ซึ่งพลังอ านาจของวัชระ
ท าให้สามารถเอาชนะสิ่งทั้งปวงได้ (จะเห็นได้ว่าที่เวียดนามและกัมพูชา
วัชรปาณีมีบทบาทที่โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฎชัดเจนในจารึก)
พระพุทธศาสนาที่ปรากฏในจัมปามีลักษณะผสมผสานกับศาสนา
ฮินดู มีการถ่ายทอดหยิบยืมทั้งแนวคิดและการสร้างรูปเคารพ เช่น แนวคิด
ในการปฏิบัติโยคะซึ่งเป็นของฮินดูมาก่อน ต่อมาพุทธศาสนาก็รับแนวคิด
และวิธีการนี้มาปฏิบัติด้วย ในจัมปามีหลักฐานการนับถือพระพุทธศาสนา
ควบคู่กับไศวนิกายทั้งในรูปของจารึกและหลักฐานโบราณคดี (เช่นเดียวกับที่
ปรากฏในกัมพูชา) ตัวอย่างเช่น จารึกหลักหนึ่งระบุ พ.ศ. 1454 กล่าวถึง
ขุนนางผู้หนึ่งได้สร้างศาสนสถาน 2 หลัง หลังหนึ่งอุทิศแด่พระศิวะ อีกหลัง
หนึ่งอุทิศแด่ “โลกนาถะ” หรือจารึกของพระเจ้าอินทรวรมันในการวางศิลา
ฤกษ์พุทธสถานที่ดงเดือง ก็ยังมีการกล่าวสรรเสริญพระศิวะ–ภัทเรศวร แห่ง
หมีเซิน
หลังพุทธศตวรรษที่ 15 จัมปาถูกพวกเวียตรุกราน แต่แม้จะน า
พระพุทธศาสนาแบบเซนเข้ามาแต่ก็ถูกครอบง าโดยพระพุทธศาสนาแบบ
ตันตระของจัมปา ต่อมาจัมปาได้รับอิทธิพลจากเขมร ช่วงกลางพุทธศตวรรษ
ที่ 17 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธสถานส่วนใหญ่อยู่ที่บินดิ่ญ (Binh Dinh)
ในเมืองวิชัยและล้วนเป็นอิทธิพลจากเขมร
พ.ศ. 1688 ในสมัยของพระเจ้าชัยอินทรวรมันที่ 3 กองทัพเขมรได้
ยกเข้ารุกรานอาณาจักรจัมปา ดังนั้นในช่วงนี้ดินแดนส่วนใหญ่ของ
อาณาจักรจัมปาต้องตกอยู่ภายใต้อ านาจของกัมพูชา จึงท าให้ศาสนสถาน
ของจามที่เมืองบิญดิ่ญรวมถึงประติมากรรมจามมีอิทธิพลของศิลปะเขมร
(สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2549: 137) การรุกรานของกัมพูชายังปรากฏอยู่เนืองๆ
เช่น ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1691) ก็ได้ยกทัพมารุกราน
แต่จัมปาก็สามารถต้านทานไว้ได้
223

