Page 277 - วัชรยานยันตระ
P. 277

โรเบิร์ท ลินรอท (Linrothe, 1999) กล่าวถึงพัฒนาการของลักษณะ
              ทางประติมานวิทยาของรูปเคารพตันตระว่าแบ่งได้เป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่หนึ่ง
              เทพในพุทธศาสนาแสดงออกโดยเทพที่อยู่ในอารมณ์โกรธ (โกรธะ) ซึ่งเป็น

              เทพในระดับรอง ช่วงที่สอง เทพที่แสดงอารมณ์โกรธมีบทบาทส าคัญ
              แต่ไม่ได้เป็นเทพประธานของมณฑล ลินรอทกล่าวว่า ไตรโลกยวิชยะและ
              วัชรปาณีในปางโกรธ อยู่ในช่วงที่สองนี้ ในขณะที่จักรสังวระและเหวัชระเป็น
              พัฒนาการในช่วงที่สาม ซึ่งจักรสังวระปรากฏขึ้นในอินเดียเมื่อแนวคิด
              เกี่ยวกับไตรโลกยวิชยะหายไป (หรือเปลี่ยนไป) เนื่องจากจักรสังวระมี

              ลักษณะเหมือนกับไตรโลกยวิชัย ท่าเต้นร าอย่างดุร้ายของจักรสังวระบน
              ซากศพ อาจแสดงถึงพลังหรืออ านาจของขบวนการแห่งการหลุดพ้นของ
              เหวัชระ และการเปลี่ยนจากเทพในไศวนิกายมาสู่พุทธศาสนา “จักรสังวระ”
              ซึ่งเป็นเทพหลักของปราสาทหินพิมายมีบทบาทส าคัญในการแสดงให้เห็นถึง
              การรวมกันของกาย วาจา และใจ (Conti, 2014: 388)
                     ในขณะที่สเนลโกรพ (Snellgrove) กล่าวว่าตามที่จารึก (พ.ศ.

              1651) กล่าวไว้ว่ามีการสถาปนารูปเคารพ “ไตรโลกยวิชยะ” ไว้ที่ปราสาท
              หินพิมายแต่ก็ไม่พบรูปเคารพดังกล่าว เขาคิดว่ารูปบุคคลที่มี 10 กรในท่า
              เต้นร าที่อยู่บนทับหลังทางเข้าปราสาทประธานและบนทับหลังที่มุมทิศ
              ตะวันออกเฉียงเหนือของระเบียงคต อาจตีความว่าหมายถึงไตรโลกยวิชยะ

              (ซึ่งเป็นรูปแบบตันตระของวัชรปาณี) ตามที่ปรากฎในมณฑลชื่อ “ไตรโลก
              จักรมณฑล (Trailokacakramandala)” ที่มีภาพของไตรโลกยวิชยะเป็น
              ประธาน (Snellgrove, 2004: 123-124) (วัชริน/วัชรปาณีนั้นในคัมภีร์ STTS
              กล่าวว่าวัชรปาณีเป็นรูปแบบหนึ่งของไตรโลกยวิชยะ เช่นเดียวกับในทาง
              กลับกัน วัชรปาณีก็คือไตรโลกยวิชยะ)









                                          267
   272   273   274   275   276   277   278   279   280   281   282