Page 17 - วิวัฒนาการของมนุษย์
P. 17

บทที= E : การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์                                              10





                  วิทยาศาสตร์กับวิวัฒนาการ
                         การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ในฐานะที=เป็นส่วนหนึ=งของสาขามานุษยวิทยา

                  กายภาพเป็นการศึกษาในแนวทางวิทยาศาสตร์


                         อะไรคือการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์?
                         คําว่า “วิทยาศาสตร์” (science) มาจากภาษาลาติน แปลว่า “เพื=อจะรู้” (to know)

                  วิทยาศาสตร์โดยทั=วไปหมายถึงองค์ความรู้อย่างเป็นระบบของสาขาใดสาขาหนึ=ง
                  นักวิชาการบางท่านอาจบอกว่าวัตถุประสงค์ของวิทยาศาสตร์คือการหาความจริง (truth)

                  หรือข้อเท็จจริงบางอย่าง (facts) แต่เป็นข้อเท็จจริงที=ไม่เป็นอิสระจากหลักฐาน

                  หมายความว่าการค้นหาความจริงหรือข้อเท็จจริงหรือข้อความคล้ายกฎ (law-like
                  generalizations) ขึ_นอยู่กับสมมติฐาน ข้อมูล วิธีการศึกษา และการตีความ

                         วิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 สาขาหลักคือ 1) วิทยาศาสตร์กายภาพ (physical
                  sciences) เช่น ฟิสิกส์ เคมี ธรณีวิทยา เป็นต้น และ 2) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (biological

                  sciences) เช่น สัตววิทยาและพฤกษศาสตร์ เป็นต้น สําหรับวิชามานุษยวิทยานักวิชาการ
                  ส่วนมากจัดให้เป็นส่วนหนึ=งของวิทยาศาสตร์ทางสังคมและพฤติกรรม (social and

                  behavioral sciences) ซึ=งเป็นการศึกษาแบบสหวิทยาการเนื=องจากนักมานุษยวิทยานํา

                  ความรู้จากศาสตร์สาขาอื=นๆ มาใช้ในการศึกษาสังคมและวัฒนธรรม เช่น ธรณีวิทยา
                  บรรพชีวินวิทยา สังคมวิทยา สัตววิทยา ฟิสิกส์ เคมี พฤกษศาสตร์ สถิติ ฯลฯ

                         การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์มีลักษณะสําคัญคือความเป็นกลางหรือวัตถุวิสัย
                  (objectivity) และการทดสอบได้ (testability)  ตัวอย่างเช่น สมมติฐานที=บอกว่าซากบรรพ

                  ชีวินที=เราค้นพบถูกฝังไว้ใต้ดินโดยพระเจ้าเพื=อหลอกเรา  สมมติฐานนี_จัดว่าเป็นสมมติฐาน
                  ที=ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เพราะไม่สามารถทดสอบหรือพิสูจน์ได้และไม่มีวิธีพิสูจน์ที=เป็นวัตถุ

                  วิสัยเลย  เราไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลเชิงประจักษ์ (empirical data) เกี=ยวกับพระเจ้า

                  พอที=จะบอกได้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ฝังซากบรรพชีวินนั_น
                         การตั_งสมมติฐานที=ทดสอบได้ เช่น สมมติฐานที=ว่าอายุเฉลี=ยของคนสมัยก่อน

                  ประวัติศาสตร์ยุคเหล็กยืนยาวกว่าอายุเฉลี=ยของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่
                  เป็นต้น เพราะเราสามารถขุดค้นโครงกระดูกของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั_งยุคหินใหม่

                  และยุคเหล็กได้ และด้วยวิธีการหรือลักษณะทางชีววิทยายังสามารถรู้ด้วยว่าผู้ตายตาย
                  เมื=ออายุเท่าไหร่

                         ตัวอย่างวิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ที=นักมานุษยวิทยาทางโบราณคดีใช้มี

                  ขั_นตอนดังนี_ (Thomas 1999:38)
   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22