Page 198 - ครบรอบ 18 ปี สำนักงาน คปภ.
P. 198
196
เพื่อสร้างความสอดคล้องและลดความซ�าซ้อน ควรมีการพัฒนา
กรอบมาตรฐานรายงาน ESG ส�าหรับธุรกิจประกันภัยไทย โดยอิงตาม
IFRS S1 และ IFRS S2 และแนวปฏิบัติสากล เช่น TCFD, GRI และ IAIS
พร้อมทั้งจัดท�าแนวทางกลางหรือ template ที่เรียบง่าย ซึ่งออกโดย
หน่วยงานก�ากับหรือสมาคม เช่น คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันชีวิตและ
วินาศภัย การมีมาตรฐานกลางจะช่วยให้บริษัทสามารถเปรียบเทียบข้อมูล
ได้ชัดเจน ลดภาระการจัดท�ารายงานหลายรูปแบบ และสร้างความเข้าใจ
ร่วมกันในอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งปัจจัยส�าคัญคือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยควรจัด
อบรมให้คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และฝ่ายงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บัญชี
การเงิน และการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้เข้าใจแนวคิด ESG และมาตรฐาน
การเปิดเผยข้อมูลอย่างลึกซึ้ง การเพิ่มขีดความสามารถภายในองค์กร
จะช่วยให้บริษัทสามารถวางระบบ และกระบวนการรองรับการจัดท�ารายงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ ESG ภายใน และ
การท�า Gap Analysis ระหว่างระบบเดิมกับข้อก�าหนดใหม่ ทั้งนี้เพื่อ
ควบคุมต้นทุน
การเตรียมตัวในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยให้ภาคธุรกิจประกันภัยไทย
สามารถปฏิบัติตามข้อก�าหนดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้าง
ความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในระยะยาว โดยมีการบริหารต้นทุนอย่างสมดุลและเหมาะสมกับขนาด
และศักยภาพของแต่ละบริษัท
บทสรุป
การขับเคลื่อน ESG ของภาคธุรกิจประกันภัยไทยให้ประสบความส�าเร็จ จ�าเป็นต้องด�าเนินงานอย่างสอดประสานทั้งในระดับองค์กร (Corporate
ESG Integration) และระดับนโยบายก�ากับดูแล (Regulatory Policy Alignment) โดยมีส�านักงานคณะกรรมการก�ากับและส่งเสริมการประกอบ
ธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ท�าหน้าที่สนับสนุนเชิงระบบ เพื่อให้การปรับตัวด้านความยั่งยืนเกิดขึ้นอย่างมีทิศทาง
การบูรณาการกลยุทธ์ ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลสากล IFRS S1 และ IFRS S2 ของ ISSB เป็นตัวขับเคลื่อนส�าคัญที่จะช่วย
ยกระดับความโปร่งใส การเปรียบเทียบกันได้ของข้อมูล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุนระหว่างประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ข้อมูลด้าน
ความยั่งยืนเชื่อมโยงกับความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทได้อย่างเป็นรูปธรรม การน�ามาตรฐานเหล่านี้ไปใช้จึงมีส่วนลดความซ�าซ้อนของรายงาน ESG
และเตรียมความพร้อมต่อความคาดหวังสากลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ
ในบริบทของไทย ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานก�ากับดูแลหลัก ได้แก่ ส�านักงาน คปภ. ก.ล.ต. และสภาวิชาชีพบัญชี ร่วมกับภาคธุรกิจประกันชีวิต
และประกันวินาศภัย จะเป็นปัจจัยก�าหนดความส�าเร็จของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว การจัดท�า Roadmap เฉพาะด้านประกันภัย การส่งเสริมให้บริษัท
ตั้งเป้า Net Zero การพัฒนากรอบการรายงาน ESG ที่เป็นมาตรฐานกลาง และการสร้างขีดความสามารถบุคลากร ล้วนเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่
คปภ. ควรผลักดันเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การด�าเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความสามารถ
ในการแข่งขัน ความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคต และบทบาทของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในฐานะกลไกส�าคัญของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว
ครบรอบ 18 ปี
สำ�นักง�นคณะกรรมก�รกำ�กับและส่งเสริม ก�รประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

