Page 167 - จากชีวกโกมารภัจจ์ถึงไภษัชยคุรุ
P. 167
159
เครื่องสมุนไพรที่เปQนยาสำหรับมนุษย^ และที่เปQนยาสำหรับสัตว^ ไมFมี ณ สถานที่ใดก็โปรดใหC
นำเขCามา และใหCปลูกขึ้นไวC ณ สถานที่นั้น----” ( พระพรหมคุณาภรณ^ (ป.อ. ปยุตโต) อCางถึงใน นิพัทธ^
แยCมเดช, 2558: 192)
ในขณะที่จารึกของพระเจCาชัยวรมันที่ 7 โศลกที่ 14 ดCานที่ 2 กลFาววFา
“พระองค^ไดCใหCทหารกลCาคือ เหลFาแพทย^ ผูCมีความเกFงกลCาในวิชาอาวุธ คือ อายุรเวท ฆFาขCาศึก
คือ โรค ซึ่งเปQนความเจ็บปâวยของทวยราษฎร^ ดCวยอาวุธทั้งหลาย คือ ยา” (อัญชนา จิตสุทธิญาณ และ
คณะ, 2555: 108 อCางถึงใน นิพัทธ^ แยCมเดช, 2558: 193)
และ ในโศลกที่ 16 ดCานที่ 2 “พระองค^ไดCทรงสรCางพระไภษัชยสุคต พรCอมดCวยอาโรคยศาลา
(โรงพยาบาล) โดยรอบ พรCอมดCวยโอรสพระชินะ (คือพระโพธิสัตว^) 2 องค^ (คือ สูรยะไวโรจนะ และ
จันทรไวโรจนะ) เพื่อความหายโรคของประชาชนตลอดไป” (นิพัทธ^ แยCมเดช, 2558: 193 อCางจาก
อัญชนา จิตสุสุทธิญาณและคณะ, 2555: 109)
สFวนตัวผูCวิจัยเองมีความเห็นวFา การสรCางโรงพยาบาลของพระเจCาชัยวรมันที่ 7 นั้นไมFนFาจะมา
จากสาเหตุของโรคเรื้อนเทFานั้น แตFโรคเรื้อน (leprosy) ซึ่งเปQนโรคติดตFอเรื้อรังสำคัญที่เกิดจากเชื้อ
แบคทีเรียและถูกบันทึกในประวัติศาสตร^มายาวนานตั้งแตFกFอนพุทธกาล (57 ปôกFอนพุทธกาล) นั้นนFาจะ
เปQนหนึ่งในโรคสามัญที่แพรFหลายอยูFในสมัยโบราณ ดังนั้นจุดมุFงหมายหลักในการสรCางโรงพยาบาลของ
พระเจCาชัยวรมันที่ 7 นอกจากจะมาจากแนวคิด “ธรรมราชา” ตามแบบพระเจCาอโศกมหาราช ตามที่
นิพัทธ^ แยCมเดช เสนอไวCแลCว นFาจะมาจากความเชื่อและความศรัทธาในพุทธศาสนาของพระองค^ ที่ไดCรับ
อิทธิพลหรือแนวคิดของมหายานตันตระ ในการอุทิศหรือสรCางบุญบารมีในฐานะพระโพธิสัตว^ เพื่อ
ชFวยเหลือผูCอื่นใหCพCนทุกข^ โดยเฉพาะอยFางยิ่งความเชื่อแบบมหายานที่เนCนถึงการเปQนพระโพธิสัตว^ที่มี
ความเมตตากรุณา และสงสารเหลFาสรรพสัตว^ จารึกของพระองค^ที่ปรากฎในจารึกปราสาท อำเภอ
ปราสาท จ.สุรินทร^ ที่กลFาววFา “โรคทางกายของปวงชนนี้ เปQนโรคทางจิตใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะความ
ทุกข^ของราษฎร แมCมิใชFความทุกข^ของพระองค^ แตFเปQนความทุกข^ของเจCาเมือง” (ชะเอม แกCวคลCาย,
2528: 15)
จารึกพระเจCาชัยวรมันที่ 7 (โศลกที่ 13 ดCานที่ 2 )
“โรคทางกายของผูCมีรFางกายทั้งหลาย เปQนโรคทางใจของพระองค^ที่เจ็บปวดเสียดแทงเหลือเกิน
เพราะวFาทุกข^ของทวยราษฎร^ก็คือทุกข^ของผูCปกครอง แตFทุกข^ของพระองค^เองนั้นไมFนับวFาปQนความ
ทุกข^” (อัญชนา จิตสุทธิญาณ และคณะ, 2555: 108 อCางถึงใน นิพัทธ^ แยCมเดช, 2558: 192)
“พระราชายFอมทนทุกข^ทรมานจากโรคภัยไขCเจ็บของประชาชนยิ่งกวFาโรคภัยไขCเจ็บของ
พระองค^เอง เพราะเหตุวFาคือความเจ็บปวดของประชาชนนี้แหละที่กFอใหCเกิดความเจ็บปวดแกFพระหทัย
ของพระราชาหาใชFความเจ็บปวดที่เกิดแกFพระองค^เองไมF” (สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2556: 233)

