Page 192 - วัชรยานยันตระ
P. 192
ข้อความที่น่าสนใจในจารึกที่แสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจนถึงรูปแบบ
พิธีกรรมแบบตันตระ คือ ในโศลกที่ 56-69 มีข้อความว่า “ปุโรหิตผู้ซึ่งมีความ
ช านาญในพิธีโหมะ (บูชาไฟ) ด้วยมุทราที่ลึกลับ มันตระและธารณี และเป็น
ผู้ที่รู้ความลับแห่งวัชระและกระดิ่ง สมควรได้รับค่าตอบแทน” (Snellgrove,
2004: 84) ข้อความในจารึกแสดงให้เห็นว่า หลักธรรมที่ท่านกีรติบัณฑิต
สนับสนุน ได้แก่ หลักธรรมแห่งการว่างเปล่า (ไนราตมยะ) และปรัชญาจิตต
มาตร (อันเป็นชื่อหรือหลักธรรมในนิกายโยคาจาร) ในจารึกยังกล่าวถึง
“มัธยวิภาคศาสตระ” และ “ตัตตวสังครหะฎีกา” ซึ่งก็อยู่ในนิกายโยคาจาร
ดังนั้นจารึกนี้จึงแสดงให้เห็นถึงร่องรอยของพระพุทธศาสนานิกาย
โยคาจาร (ซึ่งเป็นนิกายที่ต่อไปจะคลี่คลายหรือพัฒนาไปสู่วัชรยานตันตระ)
และที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งก็คือ จารึกแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่าง
พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อย่างชัดเจน (สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2547:
15)
สรุปได้ว่า จากการแปลจารึกวัดสิธรใหม่ โดยทดิวส์ สโกรุปสกี
(Tadeusz Skorupski) ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงร่องรอยของตันตระ
ในกัมพูชาในพุทธศตวรรษที่ 16 (Conti, 2014: 379) ในสมัยของพระเจ้า
ชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1543) แม้ว่าพระองค์จะนับถือไศวนิกาย
แต่พระองค์ก็ทรงสั่งให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสมัยของพระองค์ คือ “กีรติ
บัณฑิต” ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และให้น าคัมภีร์พระพุทธศาสนามาจาก
ภายนอก (ต่างประเทศ) หนึ่งในคัมภีร์นั้น คือ ตัตตวสังครหฏีกา อรรถกถา
ย่อยของคัมภีร์โยคะ-ตันตระ (ชื่อ ตถาคตตัตตวสังครหะ นามมหายานสูตร -
Tathagatatattvasamgraha namamahayanasutra STTS) ซึ่งคัมภีร์นี้อาจมี
ก าเนิดที่นาลันทาแล้วแพร่หลายไปทั่วอินเดียและเอเชีย (Conti, 2014: 379)
เทพที่มีบทบาทส าคัญองค์หนึ่งตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ดังกล่าว คือ
พระไตรโลกยวิชยะ หรือผู้มีชัยแห่งโลกทั้งสาม (ซึ่งจารึกปราสาทหินพิมายก็
ได้กล่าวถึงเทพองค์นี้) นอกจากนี้เทพอีกองค์หนึ่งที่ปรากฏในคัมภีร์ดังกล่าว
182

