Page 40 - รายงานวิจัยร้านยาหมอหวาน
P. 40
31
2 เล่ม และตำราแพทยศาสตร์สังเขป 3 เล่ม ซึ่งแพทย์เภสัชกรแผ่นโบราณมีสิทธิใช้ตำรายาเล่มดังกล่าวทั้งหมดปรุง
ยาโดยไม่ต้องจดทะเบียนตำรายาไทยอีก และกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้เป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่เข้าสอบใบ
49
ประกาศโรคศิลปซึ่งโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2500 ได้ใช้เป็นหลักสูตร
ระบบการบริหารจัดการ ซึ่งมีกรมพระโอสถเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยจัดตั้งกรม
พยาบาลสังกัดกระทรวงธรรมการขึ้นเมื่อพ.ศ. 2431 มีหน้าที่รักษาพยาบาลผู้ป่วย ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ จัดดูแล
โรงพยาบาล ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลศิริราช และจัดการฝึกหัดนักเรียนแพทย์ในโรงเรียนแพทยาการ ต่อมาในพ.ศ.
2434 ได้เปิดร้านขายยาในสังกัดกรมพยาบาลเรียกว่า “โอสถศาลา” ขึ้น 2 แห่ง ซึ่งโอสถศาลาแห่งแรก ซื้อกิจการ
จากหมอมิชชันนารี จำหน่ายเฉพาะยาแผนตะวันตก แห่งที่สองจำหน่ายเฉพาะยาไทย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็น
คลังยาของราชการ ต่อมาได้ขยายโอสถศาลาไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทำหน้าที่ทั้งเป็นสถานจ่ายยาและที่ทำการแพทย์
ต่อมาในพ.ศ. 2445 เริ่มดำเนินการโอสถศาลาใหม่อีกแห่ง คือ “โอสถศาลารัฐบาล” โดยจ้างเภสัชชาวเยอรมันเป็น
ผู้ดำเนินการผลิตและจำหน่ายยาแก่หน่วยงานราชการต่าง ๆ และในปีเดียวกันได้จัดตั้ง “โอสถสภา” ทำหน้าที่ผลิต
ยาเพื่อจำหน่ายแก่ราษฎร ในระยะแรกยาของโอสถสภาซึ่งเป็นยาแผนตะวันตกไม่เป็นที่ยอมรับของราษฎร จึงมี
การผลิตยาไทยด้วยเป็นจำนวน 10 ขนาน ได้แก่
1. ยาหอมอินทรจักร 2. ยาหอมนวโกฏ
3. ยาเทพจิตรารมย์ 4. ยานารายณ์ถอนจักร
5. ยากำลังราชสิงห์ 6. ยาอุทัย
7. ยาสุขไสยาสน์ 8. ยาปัถวีธาตุพิการ
50
9. ยาจันทลีลา 10. ยาธาตุบรรจบ
ต่อมาใน พ.ศ. 2449 โอสถสภาถูกนำไปรวมกับโอสถศาลารัฐบาล
ด้านการรักษาพยาบาลและป้องกันโรคระบาด มีการปรับปรุงและประกาศใช้เป็นนโยบายหลักตั้งแต่ พ.ศ.
2449 เป็นต้นมา โดยเมื่อครั้งแรกเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลได้อนุญาตให้คนไข้เลือกวิธีรักษาพยาบาลทั้งแบบแผนไทย
และแบบแผนตะวันตกได้ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงมีทั้งยาไทยและยาตะวันตก ยาไทยที่ใช้มียาผง ซื้อเป็นเครื่องยามา
49 เรื่องเดียวกัน, 56.
50 มณฑิรา ตัณฑ์เกยูร และโสภิต ธรรมศรี, การพัฒนาสมุนไพรด้านสาธารณสุขสมัยรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525), 27.