Page 201 - ตำราโบราณคดีอินเดีย
P. 201

โบราณคดีอินนเดีย | 193








                                  ยังมีข้อสงสัยยว่าราชวงศ์สาาตวาหนะมีอําานาจขึ้นทางตตะวันตกหรือตะวันออกขอองเดคข่าน
                       ตามที่ปุราณะะเรียกพวกนี้ว่าาอันธระแสดงใให้เห็นว่าน่าจะมีถิ่นกําเนิดออยู่ในดินแดนออันธระ หรือไมม่ก็เป็นชน

                       เผ่าอันธระ นอกจากนี้ยังพบเหรียญของสาตวาหนะที่โโกตลิงคละแลละสันคเรททยยะ (Kotalingaala  and
                       Sangareddaaya)  ในตําบลล Karimnagarr  ของอันธระปประเทศ เป็นกการสนับสนุนข้อสันนิษฐานนที่ว่าสาต-

                       วาหนะเริ่มมีอํอํานาจปกครองขึ้นทางเดคข่ข่านตะวันออก แต่จารึกที่พบบในถ้ํานาสิกแและนเน าตก็อาจแสดง

                       ใ ให้เห็นว่ามีจุดดกําเนิดทางตะะวันตก
                                  นักประวัติศาาสตร์บางท่านกกล่าวว่าสตวาหหนะเริ่มสถาปนาขึ้นบริเวณรรอบ ๆ เมืองประติษฐาน

                                             29
                       (ไปถาน) ในเดคข่านตะวันตกก  (ภาพที่ 55.10)  แล้วขยยายไปทางเดคขข่านตะวันออกกและชาย ั งตะะวันตก ใน
                       ที่สุดสาตวาหนนะมีอํานาจครรอบคลุมอานธรระประเทศและะมหาราษ ระะ บางช่วงรวมถึถึงกรรณา กะตอนเหนือ

                       มัธยประเทศตตะวันออกและใใต้ และเสาราษษ ระ




























                                                                                     า  ที  5.10 เดคข่าานตะวันตก

                                                                                           ะเ  อง รระติ  านะ


                                  ราชวงศ์สาตววาหนะเจริญสูงงสุดในสมัยเคาาตมีปุตร สตกรรรนิ (Gautammiputra  Satakkarni)  ดัง
                       ปรากฎเรื่องราาวและคําสรรเสริญถึงพระอองค์ในจารึกภาาษาปรากฤตของพระมารดาาของพระองค์  คือเคาตมี

                       พลศริ (Gautaami Balashri) ที่นาสิก พระอองค์ได้รับการสรรรเสริญว่าเป็นนผู้ทําลายพวกศศกะ ปาห์ลวา  และยวนะ
                       (Yavanas – กกรีก) และเป็นผู้ผู้สร้างเสริมควาามรุ่งเรืองให้แกก่ราชวงศ์สาตววาหนะอ้างว่าพพวกตนสืบเชื้อสสายมาจาก

                       พราหมณะ (brahmana) แลละป ิบัติตามวัวัฒนธรรมพระเเวทแบบพราหมมณ์






                        29 Singh : pp.3381-382.
   196   197   198   199   200   201   202   203   204   205   206