Page 207 - ตำราโบราณคดีอินเดีย
P. 207

โบราณคดีอินเดีย | 199








                                  ตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 9  ปาละแห่งอินเดียตะวันออกได้ครองกานยะกุพชะ  ระ
                       เจ้า รร  า ะ ครองราชย์เป็นเวลานาน (ประมาณ ค.ศ. 770-810/ พ.ศ.  1313-1353)  อํานาจของ

                       ปาละรุ่งเรือง แต่หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อํานาจที่กานยะกุพชะก็หมดลง เทวะ า ะ
                       (ราว ค.ศ. 810-850/ พ.ศ. 1353-1393) เป็นกษัตริย์ที่สําคัญอีกองค์หนึ่ง ได้ติดต่อสัมพันธ์กับกษัตริย์

                       ราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งสุมาตรา กษัตริย์ราชวงศ์ปาละเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนาที่สําคัญแต่เป็นพุทธ

                       ศาสนาที่รับอิทธิพลตันตระและผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ ในช่วงราชวงศ์ปาละนี้พุทธศาสนาได้
                       แพร่ไปสู่ธิเบต เมื่อสิ้นราชวงศ์ปาละในแคว้นเบงกอล ราชวงศ์เสนะมีอํานาจแทน

                                  ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8  –  ต้นคริสตศตวรรษที่ 11  (พุทธศตวรรษที่ 13-16)  ราชวง
                       ค รชระ- ระติหาระ (Gurjara-Pratiharas) ซึ่งอาจมีกําเนิดในแคว้นราชสถาน เข้าครอบครองกานยะ

                       กุพชะและเป็นราชวงศ์ที่มีอํานาจมากที่สุดในอินเดียเหนือ สามารถต้านพวกอาหรับซึ่งเข้ามา

                       ครอบครองแคว้นสินธุ์ในป  ค.ศ. 712 (พ.ศ. 1255) กษัตริย์ราชวงศ์ประติหาระ 2 องค์ที่มีอํานาจมาก
                       คือ  ิหิระโ ชะ (Mihira  Bhoja  ค.ศ.  836-885/พ.ศ.  1379-1428)  และ เหนทร า ะที  1

                       (Mahendrapala I ราว ค.ศ. 885-910/ พ.ศ. 1428-1453) ขับไล่พวกปาละและมีอํานาจครอบครอง

                       ส่วนใหญ่ของอินเดียเหนือไปไกลถึงชายขอบเบงกอล แต่ก็ถูกลดอํานาจลงด้วยการรุกรานของพระเจ้า
                       อินทระที่ 3  ของราชวงศ์ราษ ระกู ะแห่งเดคข่าน ซึ่งเข้าครอบครองกานยะกุพชะชั่วคราวในป  ค.ศ.

                       916 (พ.ศ. 1459)
                                  อย่างไรก็ตามบันทึกของนักเดินทางอาหรับ Al  Masudi  ผู้ซึ่งเดินทางเข้ามาในอินเดีย

                       ภาคตะวันตกในป  ค.ศ. 915-916  (พ.ศ. 1458-1459)  ได้กล่าวถึงเมืองกาโนช หรือกานยะกุพชะ
                                                                                           35
                       ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ประติหาระว่ามีความเจริญรุ่งเรืองและมีอํานาจมาก  การรุกรานจาก
                       ทางใต้ทําให้กษัตริย์ประติหาระเบนความสนใจไปจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ แม้ว่าต่อมาประติหาระ

                       จะได้เมืองหลวงคืนมาจากราษ ระกู ะ แต่ก็ไม่มีอํานาจดังเดิม
                                  ในอาฟกานิสถาน ผู้นําชาวเตอร์กสถาปนาอาณาจักรที่มีอํานาจขึ้นที่ าซนี (Ghazni)  ในป

                       ค.ศ. 986 (พ.ศ. 1529) และเข้าโจมตีชัย า ะ (Jayapala) กษัตริย์สําคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

                       ของอินเดียและเข้าครอบครองเมืองเปษวาร์ (Peshawar)  ในป  ค.ศ. 997  (พ.ศ. 1540)  าห   ด
                       (Mahmud)  โอรสขึ้นครองต่อในป  ค.ศ.  1001  (พ.ศ. 1544)  ชัยปาละถูกจับและ ่าตัวตายในที่สุด

                                                                                            36
                       ระหว่างป  ค.ศ. 1001-1027 (พ.ศ. 1544-1570) มาห์มุดเข้ารุกรานอินเดียถึง 17 ครั้ง  การรุกรานเข้า
                       มาถึงมหาวิหารโสมนาถในเสาราษ ระ (Saurashtra)      และอาณาจักรจันเดลละในบุนเดลขันท์
                       (Bundelkhand) เมืองใหญ่ที่ถูกยึดและปล้นสะดมภ์นั้นรวมถึงกานยะกุพชะและมถุราด้วย






                        35
                         Trivedi, R.D., Temples of the Pratihara Period in Central India (New Delhi: VAP Enterprise, 1990), p. 12.
                        36 Basham : p.73.
   202   203   204   205   206   207   208   209   210   211   212