Page 349 - วัชรยานยันตระ
P. 349
พุทธศาสนาแบบลึกลับนี้ (Esoteric Buddhism) พัฒนาขึ้นในช่วงพุทธ
ศตวรรษที่ 12 - 15 หลักธรรมต่างๆ ที่ผสานอยู่ในวัชรยานถือเป็นเรื่องลับ
สามารถถ่ายทอดได้แต่กับคนที่อาจารย์ (คุรุ) เห็นว่าเหมาะสมเท่านั้น
ในด้านหลักการหรือหัวใจส าคัญของแนวคิดตันตระอธิบายว่า การรู้
แจ้ง เป็นผลมาจากการรวมกันของ 2 สิ่ง (หรือความเป็นคู่ที่มีความแตกต่าง)
ั
ซึ่งตามหลักการตันตระ คือ อุปาย + ปญญา = ความหลุดพ้น (กรุณา +
ั
ปญญา = มหาสุข) ความเป็นคู่และความแตกต่างดังกล่าว ไม่มีสิ่งใดที่จะ
แสดงในเชิงเปรียบเทียบได้ชัดเจนเท่ากับความสัมพันธ์ของชายและหญิง
ดังนั้นแนวคิดนี้จึงสะท้อนออกมาในลักษณะทางประติมานวิทยาของรูป
เคารพ (ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ส าคัญอย่างหนึ่งในการประกอบ
พิธีกรรม) ในรูปของยับ - ยุม หรือ การกอดรัดระหว่างเทพและเทพี จึงเห็น
ได้ว่ารูปเคารพของพุทธตันตระไม่เพียงแต่เป็น “ภาพตัวแทน” ของเทพและ
เทพีเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ซึ่งแนวคิดทางปรัชญาที่ลึกซึ้ง โดยแนวคิดตันตระ
อาจแฝงอยู่ในรูปเคารพในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น
- ลักษณะยับ - ยุม คือ การกอดรัดระหว่างเทพและเทพี หมายถึง
ั
ั
การรวมกันของ 2 สิ่ง คือ อุปายะ +ปญญา / กรุณา + ปญญา = มหาสุข
(การหลุดพ้น)
- การแสดงพลังอ านาจของเทพทั้งในลักษณะปรากฏที่มีหลาย
เศียรหลายกร และยังรวมถึงการแสดงความดุร้าย เพื่อที่จะปราบเหล่ามาร
หรือศัตรูของพระพุทธศาสนา (หรือ อวิชชา ทั้งปวง)
- วัตถุสัญลักษณ์ ได้แก่ กระดิ่งและวัชระ แฝงไว้ซึ่งความหมายที่
สะท้อนแนวคิดหลักคล้ายยับ - ยุม (ของคู่กัน) คือ กระดิ่ง เป็นตัวแทนของ
สตรี ส่วนวัชระ เป็นตัวแทนของบุรุษ
- แนวคิดตันตระเน้นการอธิบายถึงระบบจักรวาลที่น าไปสู่การ
ถ่ายแบบออกเป็น “มณฑล” (แผนผังจักรวาล) ซึ่งแสดงต าแหน่งของเทพ
ทั้งหลาย (ปรากฏในแผนภูมิจักรวาลหรือมณฑล (ในภาพวาดหรือฏังกะ) ที่
339

